เงื่อนไข จุดจำหน่าย  ติดต่อเรา เกี่ยวกับบริษัท วิธีการซื้อบัตร สถานที่แสดง
Follow us  
 
 
ชื่อสมาชิก
สมัครสมาชิกใหม่
ลืมรหัสผ่าน
 
พิมพ์หน้านี้
ตั้งเป็นหน้าแรก
บันทึกลิงก์หน้านี้ !

 
ใหม่!...บริการล่าสุดจาก
Thaiticketmajor
   
บริการใหม่ สะดวกสบาย !!
Mobile.thaiticketmajor.com
Mobile.thaiticketmajor.com


00You are here : Home Live Performance > THE MERCHANTS OF BOLLYWOOD


- - - THE MERCHANTS OF BOLLYWOOD - - - / 8 รอบการแสดง ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม ถึง วันจันทร์ 26 ตุลาคม 2552 / รอยัลพารากอน ฮอลล์ + + +

THE MERCHANTS OF BOLLYWOOD

Bollywood the dance of Life
บอลลีวูด – การเต้นแห่งชีวิต

     การเต้นแบบอินเดียมักจะมีการเล่าเรื่องราวต่างๆ การเต้นแบบดั้งเดิมบอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของเทพและเทพธิดา ในความเชื่อของฮินดู การเต้นเชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจาก นาฏราช (เจ้าแห่งการเต้นรำและละคร) ภาคหนึ่งของพระอิศวร แม้กระทั่งปัจจุบัน รูปแบบละครพื้นบ้านอินเดียหลายๆอย่างก็ยังพึ่งพาท่าเต้น และการเล่าเรื่องราวจากเทวตำนานหลายเรื่อง การแสดงเรื่องรามเกียรติ์ (เรื่องราวของพระราม) ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้ถูกนำไปแสดงทุกปีในเขตชนบทของอินเดีย

     จากการกำเนิดของภาพยนตร์ การเต้นแบบอินเดียได้เริ่มไปฉายในจอเงินในช่วงยุค 1920 ปรมาจารย์ด้านการเต้นแบบดั้งเดิมถูกนำมาออกแบบชุดท่าเต้นที่ประณีต ในภาพยนตร์เทวตำนานในยุคแรกๆ เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้สอนมากกว่าจะเต้นเอง พวกเขาจึงได้ชื่อว่า "ครูการเต้น" (Dance Masters)  คำเรียกที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันโดยไม่คำนึงถึงเรื่องคุณสมบัติหรือเพศ

     ในช่วงยุค 1940 การออกแบบท่าเต้นสำหรับภาพยนตร์ กลายมาเป็นส่วนที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในภาพยนตร์อินเดีย สำคัญมากจนนางเอกของเรื่องจะถูกเลือกโดยดูความสามารถ จากการเต้นของพวกเธอมากกว่าความสามารถด้านการแสดง นักเต้นแบบดั้งเดิมมืออาชีพหลายคนด้งผันตัวเองสู่วงการภาพยนตร์

     รูปแบบการเต้นแบบดั้งเดิมค่อยๆเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยการ เต้นที่มีรูปแบบฟรีสไตล์ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นแบบแผนน้อยกว่าแต่ให้ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจมากกว่า ในยุค 1950 ก็เกิดการเต้นแบบ "ไอเท็ม เกิร์ล" (item girl - เต้นแบบมีตัวนำหญิงคนเดียวพร้อมกับนักเต้นคนอื่นๆ) หรือ "การเต้นคาบาเร่" (Cabaret Dance)  ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในบาร์หรืองานสังสรรค์ทางสังคม และบางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของความเพ้อฝันอันประณีต ด้วยท่าเต้นเหล่านี้ ผู้ชมได้เริ่มรู้จักการเต้นที่น่าตื่นตาตื่นใจแบบตะวันตก

     ดนตรีกลายเป็นตัวชูโรงของภาพยนตร์ในยุค 1960 และ 1970 ในขณะการเต้นเป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น แต่ในยุคปี 1980 และกำเนิดของเพลงดิสโกทำให้การเต้นกลับมาผงาดในภาพยนตร์อินเดีย อีกครั้ง รูปแบบตำแน่งการยืนของนักเต้นในแบบทหารเริ่มต้นขึ้นในยุคปี 1980 และยังเป็นที่นิยมในหมู่นักออกแบบท่าเต้นสำหรับภาพยนตร์ยุคใหม่ ยุครุ่งเรืองของเศรษฐกิจอินเดียในช่วงปี 1990 ก่อให้เกิด ปรากฎการณ์งานแต่งงานที่หรูหราฟู่ฟ่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นในการเต้นในภาพยนตร์หลายเรื่อง การให้ความสำคัญเรื่องการผลิต ความเจนโลก และความเป็นมืออาชีพ ถูกนำเข้ามาพร้อมกับการเข้ามาของนักออกแบบการเต้นถูกฝึกมา จากหลักสูตรแบบต่างประเทศ และไม่นานหลังจากนนั้นแดนเซอร์ก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบอีกต่อไป แต่กลับเป็นส่วนสำคัญการเต้น

     ปัจจุบัน การเต้นแบบบอลลีวูดมีรูปแบบของมันเอง จากการยืมรูปแบบจากการเต้นแบบฟรีสไตล์ของตะวันตก และการเต้นแบบดั้งเดิมของอินเดีย การเต้นแบบบอลลีวูดนั้นเป็นเรื่องของพลังงาน ความมีชีวิตชีวา และที่สำคัญที่สุดการเล่าเรื่องราว


เนื้อเรื่อง – Merchants of Bollywood

     เรื่องราวเกิดขึ้น ณ วิหารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระศิวะ ในราชสถานดินแดนแห่งทะเลทรายในประเทศอินเดีย ตระกูลวานิชได้รับหน้าที่เป็นผู้สืบทอดประเพณีอันเก่าแก่ นั่นคือ ระบำกัตทัก (Kathak Dance) หรือระบำแห่งเทพเจ้า โดย ชานติลาล วานิช เป็นทายาทผู้สืบทอดคนสุดท้ายของตระกูลที่อยู่ในช่วงเวลาที่ประเพณีนี้ กำลังจะถูกลืม ก่อนหน้านี้ชานติลาล เป็นนักออกแบบท่าเต้นมือทองในวงการภาพยนตร์ของอินเดีย หรือ บอลลีวูด ซึ่งขณะนั้น อินเดียเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการแบ่งแยกดินแดนมาได้ไม่นาน หน่วยงานในประเทศได้ทำลายชีวิตและจิตใจของชาวอินเดียไปหมดสิ้น ชานติลาลคือผู้หนึ่งที่เชื่อมั่นว่า ภาพยนตร์จะช่วยเยียวยาบาดแผลในจิตใจของประชาชนในประเทศ ชานติลาลตัดสินใจออกจากงานที่ทำหลังจากเห็นว่า วงการภาพยนตร์ถูกครอบงำ โดยอิทธิพลจากสังคมตะวันตกและการสนับสนุนจากอำนาจมืด เขาจึงก่อตั้งโรงเรียนสอนเต้นรำ เพื่อสืบทอดประเพณีระบำกัตทักต่อไป

     อายีชา ผู้เป็นหลานสาวของชานติลาล ได้หนีออกจากราชสถานเพื่อไปเป็นนักเต้นดาวเด่นในวงการภาพยนตร์ บอลลีวูด เธอกลายเป็นจุดขายของวงการบอลลีวูด จนผู้คนพากันเรียก เธอกว่า "ราชินีโรแมนซ์"

     แม้ชานติลาล และอายีชาจะอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แต่ความคิดของพวกเขาที่มีต่อการเต้นระบำช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

     ชานติลาลเชื่อว่า ภาพยนตร์ควรก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คน แต่อายีชากลับเชื่อว่า ภาพยนตร์เป็นหนทางให้ผู้คนได้หลุดพ้น

     ความเห็นต่างของอายีชาในวัยเด็กที่ทำให้เธอปฏิเสธการเต้นระบำแบบ
เก่าแล้วหันไปเอาดีในการเต้นระบำแบบตะวันตก ทำให้เธอและชานติลาล ต้องขุ่นข้องหมองใจกัน และดูเหมือนว่า ความบาดหมางครั้งนี้จะไม่สามารถเยียวยาได้

     อายีชาตัดสินใจไปหาชานติลาลเพื่อยุติความบาดหมาง การเดินทางครั้งนั้นได้นำพาเธอไปยังศูนย์กลางของอินเดีย ณ ทะเลทรายแห่งราชสถาน ที่ๆทำให้เธอได้พบกับรักในวัยเยาว์ของเธอ อุทัย ในวิหารที่นั่นเอง ความขุ่นเคืองค่อยๆละลายหายไป

     เมื่อคุณปู่ของเธอกำลังป่วยหนัก ทำให้ไม่มีผู้สืบทอดประเพณีอันเก่าแก่ของตระกูล นั่นคือ ระบำแห่งเทพเจ้า

     อายีชาตัดสินใจแต่งงานกับอุทัย และอยู่ที่ราชสถานต่อไปเพื่อคอยดูแลโรงเรียนสอนเต้นระบำของพ่อเธอ และเพื่อสืบทอดประเพณีของตระกูล

     แต่เธอมีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่งว่า เธอจะดูแลโรงเรียนในแบบของเธอ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการเต้นระบำแบบเก่า และการเต้นแบบใหม่

     ตอนจบของเรื่องดำเนินไปอย่างน่าติดตามมากด้วยแสงสี และการเต้นระบำทั้ง แบบเก่าและใหม่ ทั้งระบำอินเดีย และการเต้นแบบตะวันตก

     ในที่สุด ความขัดแย้งทุกประการก็ได้รับการเยียวยาไปพร้อมๆกับ การเดินทางสู่หัวใจแห่งการเต้นระบำ

ประวัตินักแสดง
แครอล เฟอร์ทาดา (อายีชา)
     แครอลเริ่มอาชีพการแสดงจากการเล่นละครของโรงเรียน และการแสดงให้องค์การกุศลต่างๆ เธอยังได้รับรางวัลจากหลายเวทีนางงาม จนกระทั่งเข้าตาผู้ออกแบบการเต้น จึงได้เริ่มอาชีพนักเต้น รายการ MTV Launch ที่บังกาลอร์ ประเทศอินเดียในปี พ.ศ. 2539 เป็นการแสดงครั้งแรก และครั้งสำคัญของเธอเมื่อเธอได้แสดงร่วมกับ สแลชจาก วง Guns & Roses ในปีเดียวกันแครอลได้ร่วมงานกับศิลปินเพลงป๊อบหญิงคนแรก ของอินเดียชื่อ Shweta Shetty การแสดงร่วมกับ Shweta ที่เนปาลเป็นการแสดงระดับอินเตอร์ครั้งแรกของเธอ

     ในปีต่อมาแครอลได้ร่วมแสดงในมิวสิควีดิโอ Bari Barsi ร่วมกับ Baba Sehgal ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกวงการเพลงแร็พในประเทศอินเดีย ในปี พ.ศ.2540 เธอได้แสดงที่งาน ICCR ซึ่งเป็นงานแสดงศิลปะจีน ที่จัดขึ้นที่เมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และ เฉิงตู

     ในปี 2541 แครอลร่วมออกทัวร์กับศิลปินผู้เป็นตำนานอย่าง Asha Bhosle เธอยังได้ทัวร์สหรัฐอเมริกากับศิลปินคู่หู Laxmikant-Pyarelal ซึ่งแสดงร่วมกับราชินีดานเดีย Falguni Pathak, Kavita Krishnamurthy, Nitin Mukesh และ Vinod Rathod นอกจากนี้เธอยังร่วมแสดงกับวง Stereo Nation เมื่อครั้งที่มาทัวร์ที่อินเดีย

     ในปี 2542 แครอลเดินทางไปแสดงต่างประเทศบ่อยขึ้นโดยร่วมทัวร์กับ Kumar Sanu ไปยังประเทศฮอลแลนด์ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในปีเดียวกันเธอได้เป็นนักเต้นนำให้กับ มิวสิควีดิโอ Ke Bus ของ  SanjayGupta และ Alisha Chinnoy   เธอจบปี 2542 อย่างสวยงามเมื่อได้ร่วมแสดงกับซุปเปอร์สตาร์อย่าง Akshay Kumar ที่งาน  South Filmfare Awards

     แครอลได้แสดงเคียงข้างและร่วมกับศิลปินอีกมากมาย เช่น  Collonial Cousins
(Lezz & Hariharan), Alka Yagnik, Udit Narayan, AR Rehman, SB
Balasubramanyam, Sukhvinder, Shankar Mahadevan, Javed Jaffrey, Chitra,
Sadhna Sargham และ STOMP ในอินเดียและทั้งในสหรัฐและแคนาดา

     ในปี 2545 เธอได้เข้าร่วมทัวร์การแสดงครั้งใหญ่กับ Asha Bhosle และ Adnan Sami ที่สหรัฐอเมริกาและ แคนาดา

     นอกเหนือจาการเต้นแล้ว แครอลยังมีผลงานในด้านอื่นๆ เธอเคยร่วมแสดงใน รายการโยคะ Fitness Plus ทางช่อง ZeeTV ซึ่งเป็น รายการที่ได้รับความนิยมมากและออกอากาศมามากกว่า 2 ปี เธอยังได้รับ เชิญให้เป็นพิธีกรรายการโยคะ Fitness for You ที่ออก อากาศที่อเมริกาและแคนาดา เธอได้กลับมาเดินแบบอีกครั้งให้กับ Tony & Guy (TiGi) Levis และห้องเสื้อของแฟชั่นอินเดีย อีกทั้งเธอยังเป็นนางแบบให้กับยี่ห้อ Rohit Verma ในนิตยสาร La> Mode 3 ปีที่ผ่านมาแครอลได้ใช้เวลาไปกับการออกแบบเครื่องแต่ง กายให้กับบริษัทการแสดงที่สหรัฐชื่อ Naach แต่ความรักในการเต้นของ เธอยังคงเหมือนเดิม เธอจึงมาปรากฏตัวอีกครั้ง


ดิเพนเดอร์ สิงห์ (อุทัย)
     วงการบอลลีวูดมักเต็มไปด้วยความบังเอิญ เช่นเดียวกับดิเพนเดอร์ที่ได้เข้าร่วมแสดง The Merchants of Bollywood ด้วยความบังเอิญ ภายหลังจากที่ได้ Vaibhavi Merchant เป็นผู้แนะนำ ดิเพนเดอร์ได้ทำสัญญาหลังจากที่พบเจอเพียงครั้งเดียว แต่เขาก็ไม่ทำ ให้ผู้คัดเลือกผิดหวัง ดิเพนเดอร์หายใจเข้าออกเป็นการเต้น เขาผ่านการฝึกซ้อมด้านแจ๊สและฮิปฮอปที่ลอส แองจาลิส และเคยร่วมงานทั้งต่างประเทศและ การแสดงสดกับเหล่าศิลปินนักแสดงฮินดู

     ดิเพนเดอร์เคยแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Dhoom เรื่อง Musafir  และ Hum Tum  เขายังเป็นนักออกแบบท่าเต้นที่มีความสามารถ  บัดนี้ดิเพนเดอร์ได้ก้าวสู่บทของ อุทัย ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักเต้น นักแสดง และผู้เล่าเรื่องในตัวเขาได้อย่างดี


อารีฟ ซาคาเรีย (ชานติลาล)
     อารีฟ ซาคาเรียเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้านโทรทัศน์ในปี 2525 เรารับบทนำในละครชุดที่โด่งดังหลายเรื่อง เช่น เรื่องแคมปัส เรื่องอมานัท เรื่องมริทยูดานด์และดันท์ เรื่องชูเนาติ เรื่องคาราบูมมี เรื่องฮัมราฮี และเรื่องเบฮ์ติ กังกา เขาเปิดตัวในงานแสดงภาพยนตร์ด้วยบทนำของภาพยนตร์เรื่องดาร์มิยาน ซึ่งกำกับโดยคัลปานา ลาชมี และได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมในงาน The National Awards และรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมทั้งในงาน The Filmfare และงาน Screen Awards

อารีฟ ซาคาเรียแสดงในภาพยนตร์ภาษาอังกฤษของดีปา เมฮ์ทาเรื่อง 1947 Earth; The Hero ซึ่งกำกับโดยอานีล ชาร์มา ภาพยนตร์เรื่องอาซาบาฟ กำกับโดยราจีฟ ราย และรับบทนำในเรื่อง The Dressing Room กำกับโดยซานเจย์ ศรีนิวาส เราเล่นบทหลักของภาพยนตร์เรื่อง Refuge ซึ่งเป็นภาพยนตร์อิสระกำกับโดยนาเรียน จาชานมาล และอำนวยการสร้างโดยอิสเมล์ เมอร์ชานท์ และได้รับบทสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง Deewar กำกับโดยมิลาน ลูเทรีย

     ในภาพยนตร์ภาษาอินเดียของพาเมล่า รุกส์ เรื่อง Dance Like a Man เขารับบทนำเป็นนักเต้นบารัทนัทยามที่เข้ารับการฝึกเต้นเป็นเวลา 6 เดือน ภาพยนนตร์เรื่องนี้ออกฉายเมื่อเดือนตุลาคมปี่ที่แล้ว และได้รับคำชื่นชม จากนักวิจารณ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลภาพยนตร์ภาษาอังกฤษยอดเยี่ยม จากงาน the National Award และรางวัลภาพยนตร์สุดสร้างสรรค์ จากงาน IACC Festival (นิวยอร์ก 2546) อารีฟ ซาคาเรียยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลยักแสดงชายยอดเยี่ยมในงาน the 2004 National Awards จากภาพยนตร์เรื่อง เดียวกันนี้ เขายังได้บทนำในภาพยนตร์เรื่องคาฮานี กูดิยา กี (2548) กำกับโดยเอส ปราบาการ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของเชลยศึกชาว มุสลิมที่ถูกปล่อยตัวกลับบ้านหลังจากอยู่ที่ปากีสถาน 5 ปีแล้วพบว่าภรรยาของเขาได้แต่งงานใหม่และตั้งท้อง ตามกฎชาเรียทแล้ว เธอต้องกลับไปอยู่กับสามีคนแรก

     อารีฟ ซาคาเรียรับบทนำในภาพยนตร์เรื่องซาบ โกลมาล ฮาย (ออกฉายเมื่อเดือนตุลาคม 2548) กำกับโดยปันกุจ ปาราชาร์ และเล่นในหนังเริ่อง เบนาเรส ของผู้กำกับคนเดียวกันนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่ค้นพบสัจธรรมผ่านทาง ปรัชญาตะวันตก และความเชื่อทางศาสนาตะวันออก เขายังร่วมแสดงในเรื่อง Highway 203 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญกำกับ โดยชาดาบ คาน และเล่นเรื่อง Home Delivery ซึ่งกำกับโดย ซูจอย กอช ซึ่งเป็นภาพยตร์เนื้อหาอบอุ่นเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในวันก่อนเทศกาลดีวาลี (เทศกาลแห่งแสงที่ฉลองการกลับสู่บ้านและการขึ้นครองราชย์ของพระ ราม)


ชานเดอร์ คานนา (ปราบาการ์ ชาวาน บูดาน)
     ชานเดอร์ คานนาได้รับประกาศนียบัตรในด้านการแสดงจากสถาบันภาพยนตร์
และโทรทัศน์แห่งอินเดีย ปูน (FTII) ในปี 2517

     ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็แสดงในภาพยนตร์มากกว่า 60 เรื่องเช่น เรื่องฮัม บาคเช ฮินดัสถาน เค (บทนำ) เรื่องนีล เอน นิกกี้ เรื่องโกลมาล แอนด์ราจู บาน กายา เจนเทิลแมน

     เขายังแสดงภาพยนตร์โฆษณาอีกมากว่า 60 ชินเช่นโฆษณาของซัฟโฟลา โฆษณาของเด็กแคน โครนิเคิล โฆษณา VIP (สิ่งพิมพ์) โฆษณา LIC (สิ่งพิมพ์) เป็นต้น

     เขายังมีผลงานด้านโทรทัศน์อีกมากมายเช่น เรื่อง Paying Guest เรื่อง Hello Dollie เรื่องปารัมปารา เรื่องอาชา คิ คีราน เรื่องยาเดอิน และแสดงในละครเวทีเรื่อง The Merchants of Bollywood เรื่องไทรซังกา เรื่องปากัลคานา เรื่อง Black with Equal เป็นต้น


โทนี่ มีร์ชานดานี (ผู้เล่าเรื่อง)
     โทนี่ มีร์ชานดานีมีประสบการณ์หลากหลายทั้งทางด้านโฆษณา วงการบันเทิง และวงการอื่นๆ เขาทำงานในฐานะศิลปินละครเวที และเป็นที่รู้จักด้วยผลงานละครเวทีที่โด่งดัง ซึ่งเขามักจะเป็นทั้งนักเขียนบท ผู้กำกับและแสดงเองในเกือบทุกเรื่อง ละครเวทีชองเรื่อง Love, Divorce and Carrot Juice ภายหลังได้ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือโดยสำนักพิมพ์ Writer’s workshop

     ผลงานละครเวทีของเขาก็อย่างเช่น การรับบทนำในละครภาษาอังกฤษหลายสิบเรื่อง เช่น เรื่อง The Letter ของ Somerset Maugham เรื่อง Becket (Henry II) ของ Jean Anouilh เรื่อง The Merchant of Venice (เวนิซวานิช) ของ Shakespeare เรื่อง Murderer ของ Anthony Shaffer เรื่อง Deathtrap ของ Ira Levin เรื่อง Gaslight ของ Patrick Hamilton และเรื่อง A View from the Stage ของ Quasar

     เมื่อเขามาที่มุมไบเพื่อเปิดสาขาของบริษัทโฆษณาของเขา เขาประทับใจกับวงการ Bollywood และเริ่มที่จะกำกับ เขียนบท และทำงานด้านอื่นๆในวงการนี้ เขาเขียนบทให้ละครชุดหลายเรื่อง เช่น ละครเรตติ้งสูงอย่างเรื่อง Suraag – The Clue เขายังเขียนบทภาพยนตร์หนัง Bollywood เรื่อง Wajah – A Reason to Kill ซึงออกฉายเมื่อปี 2547

     ในฐานะนักแสดง เขาร่วมแสดงในละครชุดภาษาฮินดีและภาพยนตร์ Bollywood หลายสิบเรื่อง เช่น กาดดาร์ – เอก เปรม กาธา เรื่อง กอย มิล กายา เรื่อง กุช กาฮา อาปเน และเรื่องมาร์เก็ท เขายังมีส่วนร่วมในการสร้งภาพยนตร์เรื่อง The Curse of KKKing Tut’s Tomb ของนิวยอร์ก

     เขาได้ร่วมแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูด เรื่อง Nightfall and Jack Shoulder’s Beeper ของ Roger Corman (ร่วมแสดงกับ Harvey Kietl) เขาได้แสดงในภาพยนตร์บังคลาเทศเรื่องมาสเตอร์โมไช

     ตอนนี้ โทนี่ มีร์ชานดานีกำลังเขียนบทในกับภาพยตร์ลูกครึ่งอังกฤษ-บอลลีวูด 2 เรื่อง คือ Bra-less in Calcutta และ Leave it to John

TICKET INFORMATION
สถานที่แสดง
ที่ตั้งสถานที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน
รอบการแสดงทั้งหมด : 8 รอบ
ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม ถึง วันจันทร์ 26 ตุลาคม 2552
ประตูเปิด ก่อนการแสดงเริ่มประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
จำหน่ายบัตร
ทั่วไป
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 ถึง
วันจันทร์ 26 ตุลาคม 2552

(เริ่มจำหน่ายบัตรวันแรกเวลา 10.00 น.)
 
บัตรราคา 3,000 บาท
2,000 บาท
1,500 บาท
900 บาท
ผังที่นั่ง
หมายเหตุ : -
THAITICKETMAJOR : Your Ticket to Great Entertainment : English
 
 
บริการแจ้งเตือนบนมือถือ
คลิกอ่านเพิ่ม
0 2262 3456
0 2262 3898
contact_us@thaiticketmajor.com
Register | Login
 
 


ต่อ...

งานสร้างสรรค์ Creative team
มาร์ค เบรดี้ (โปรดิวเซอร์)

     ขอต้อนรับเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดและมีจำนวนผลงานมากที่สุด ในโลก – บอลลีวูด ตามสถิติแล้วมีผลงานภาพยนตร์ประมาณ 800 เรื่อง ต่อปี และตั๋วชมภาพยนตร์ขายได้วันละ 15 ล้านในต่อวัน อุตสาหกรรมที่ รุ่งเรืองอันนี้ได้ทำให้เรามีเนื้อเรื่องในการผลิตที ซึ่งเต็มไปด้วยสีสัน ความตื่น ตาตื่นใจ ดนตรีและการเต้นรำ ภาพยนตร์เรื่อง The Merchants of Bollywood เปิดตัวอย่างสำเร็จงดงามในออสเตรเลียในปี 2548 ซึ่งถูกพูดถึงมากมายและได้รับผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากผู้ชม เรา ได้รับผลตอบรับที่ล้มหลามอย่างนี้เช่นเดียวกันจากนิวซีแลนด์ ซูริคและเบอร์ลิน ด้วยการเต้นแบบกระทืบเท้า การเต้นที่น่าทึ่งไปตามทางเดิน และความต้อง การที่ไม่อยากให้มนต์วิเศษจบลงของคนทุกวัย เราเชื่อว่าความคลั่งไคล้ในตัว ตนทุกอย่างของบอลลี่วูดเพิ่งจะเริ่มขึ้น และความสนใจอย่างล้นหลามใน The Merchants of Bollywood จะมีต่อไปเมื่อภาพยนตร์ ออกฉายในอังกฤษและที่อื่นๆ

     เสน่ห์ของงานสร้างเหล่านี้ก็คือ “ความน่าเชื่อถือ” ของมัน การแสดงชุดนี้ถูก สร้างสรรค์ขึ้นในใจกลางของอุตสาหกรรมบอลลีวูด ทีมงานสร้างสรรค์ของเรา หรือที่ผมเรียกพวกเขาว่า เอทีม ประกอบด้วยคนที่มีความสามารถมากที่สุดใน อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียปัจจุบัน ไวภาวี เมอร์แชนท์ (Vaibhavi Merchant) นักออกแบบที่ได้รับการกล่าวขวํญอย่างมากและคว้า รางวัลมากมาย เป็นคนสำคัญของการแสดงชุดนี้ และดนตรีประกอบที่สุดวิเศษ จาก ซาลิม และ สุไลมาน เมอร์แชนท์ (Salim and Sulaiman Merchant) ได้ให้ชีวิตกับละรที่จะให้สุดยอด ประสบการณ์ แดนเซอร์ต่างเคยได้แสดงในสุดยอดหนังบอลลี่วูดที่ออกฉายเมื่อ ไม่นานมานี้ อย่าง Dhoom, Paheli, Bunty aur Babli, Rang De Basanty, Krish และหนังฮิต เรื่องล่าสุดอย่าง Kabhi Alvida Na Kehna พวกเขา หลายคนได้ออกทัวร์ในการแสดงคอนเสิร์ตรอบโลกกับ A.R. Rahman และร่วมงานกับดาราอย่าง Shah Rukh Khan, Salman Khan และ Ashwaryai Rai นักแสดงต่างล้วนเป็นนัก แสดงหลักจากละครเวทีและภาพยนตร์หลายเรื่อง ชุด ทรงผม และการแต่งหน้า นั้นถูกคัดเลือกอย่างบรรจงเพื่อจะสร้างสรรค์ภาพของบอลลีวูดที่งดงามบนเวที และเพื่อแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนชุดและทรงผมที่รวดเร็วที่หลังเวที โทบี กัฟ (Toby Gough) ได้ทำงานร่วมกับนักแสดงชั้นยอดเหล่านี้ เพื่อเล่าเรื่องราวที่น่าทึ่งของบอลลี่วูดในทุกมุมที่ควรจะได้รับการบอกเล่า เรื่อง ราวที่ทำขึ้นเพื่อยกย่องครอบครัวเมอร์แชนท์ เพื่อฉลองความมหัศจรรย์ของ บอลลีวูด ในขณะเดียวกันก็เป็นให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมที่อยากจะหนีจากโลก ความเป็นจริงสักพัก

     การแสดงนี้ประกอบด้วยนักแสดงบอลลีวูดกว่า 40 คนบนเวที และอีก 20 ชีวิตหลังฉาก ชุด 1,200 ชุด และเครื่องประดับแบบอินเดีย 2,500 ชิ้น ในงานสร้างที่กำหนดว่าจะตระเวนไปทั่วโลกในอีกหลายปีข้างหน้า อุตสาหกรรมหนังอินเดียหรือภาษาฮินดูไม่เคยถูกนำมาถ่ายทอดบนเวทีด้วย ความหลงใหลอย่างนี้มาก่อน

     บริษัทของเรา คือหนึ่งในในบริษัทผู้จัดงานด้านบันเทิงชั้นนำของออสเตรเลีย และคร่ำหวอดในวงการนี้มามากกว่า 40 ปี บริษัทเรายังได้รับการยอมรับ จากศูนย์การแสดงศิลปะใหญ่ๆในออสเตรเลียและยุโรป ว่าเป็นผู้ผลิตงาน บันเทิงระดับนานาชาติ ก่อตั้งในปี 2516 ผู้อำนวยการของบริษัท โทนี่ และ มาร์ค เบรดี้ ได้รับการยอมรับว่าเป็น 1 ในผู้อำนวยการสร้างและผู้จัดที่ประสบ ความสำเร็จและได้รับการยอมรับมากที่สุดในออสเตรเลีย ในปี 2549 ATA AllStar Artists ได้รับรางวัล Austrade Award ซึ่งเป็นรางวัล 7 ปีติดต่อกัน รางวัลนี้มอบให้กับธุรกิจส่งออกของ บริษัทสร้างสรรค์งานบันเทิงไปสู่ตลาดยุโรปและเอเชียโดยรัฐบาลออสเตรเลีย เราภูมิใจที่ได้เป็นคนแรกที่ได้นำเรื่องนี้มาถ่ายทอดบนเวทีละคร ในฐานะตัว แทนของบริษัทของครอบครัวผมและทีมงานเรื่อง Merchants of Bollywood ทั้งหมด ผมขอต้อนรับพวกคุณทุกคน ขอให้นั่งลงและ ผ่อนคลายในขณะที่การเดินทางสู่ใจกลางอินเดียเริ่มขึ้น

ขอให้สนุกกับการเดินทางครั้งนี้

โทบี กัฟ (Toby Gough) (ผู้แต่ง/ผู้กำกับ)

     ผลงานของ โทบี กัฟ ฉีกขอบเขตธรรมเนียมปฏิบัติเดิม และก้าวข้ามเส้นแบ่ง วัฒนธรรม และทวีป ตัวอย่างเช่น ในช่วงสงครามบอสเนียเขาเดินทางไปเมือง ซาราเยโว ผ่านทางช่องระบายน้ำเพื่อร่วมกำกับละครโอเปร่ากับวงดุริยางค์ ฟีลฮาร์โมนิแห่งซาราเยโว ผลงานอื่นๆของเขาได้แก่ การกำกับละครเวทีเรื่อง จูเลียส ซีซาร์ ฉบับอัฟริกันที่เดินสายแสดงในอัฟริกากลางและตะวันออก การ กำกับไคลี่ มินอกซ์ ใน The Tempest ของเชคสเปียร์ ที่แสดงบน หาดในบาร์เบโดส และตอนนี้ถึงเวลาที่วงการบอลลีวูดจุดประกายให้กับ จินตนาการอันกว้างไกลของเขา

     นอกจากผลงานการกำกับแล้วโทบียังได้ริเริ่มโครงการมูลนิธิต่างๆทั่วโลก โดย เน้นในประเด็นเรื่อง กับระเบิด การปกป้องสิทธิของเด็กและสิทธิทางเพศ

     ในปี 2548 เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย ให้ กับโครงการ Children of the sea ที่จัดการแสดงละคร เวทีและดนตรีให้กับเหยื่อสึนามิ งานครั้งนั้นได้รับ 4 รางวัลจากงาน Edinburgh Festival ซึ่งเป็นงานเทศกาลละครเวทีที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งได้รางวัลที่ยิ่งใหญ่ของงานคือรางวัล The Spirit of the Fringe ปีนี้โทบีกลับมาศรีลังกาเพื่อเริ่ม โครงการใหม่ชื่อว่า Finding Marina ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ เด็กที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมือง นอกจากนี้เขายังได้ทำงานร่วม กับองค์กร UNESCO ในประเทศไทยกับโครงการด้านวัฒนธรรมให้กับ SEA GYPSIES OF THE ANDAMAN SEA

     ในปี 2547 โทบีกำกับละครเวทีที่สร้างมาจากหนังนิวซีแลนด์ที่ได้รับการ ชื่นชมอย่างเรื่อง The Whale Rider โดยเปิดการแสดงครั้ง แรกที่เมืองอ็อคแลนด์

     เขาเป็นทั้งผู้แต่งและ ผู้กำกับ การแสดงของคิวบาเรื่อง The Bar at Buena Vista – Cuba’s Grandfathers of Music ซึ่งได้ไปแสดงที่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี และ ทวีปเอเซีย เขายังได้สร้างโชว์ Lady Salsa ขึ้นที่ฮาวานาด้วยการ นำนักเต้นจากทั่วประเทศคิวบาซึ่งเปิดตัวครั้งแรกที่งาน Edinburgh Festival ในปี 2549 การแสดงนี้ทำการแสดงต่อเนื่องถึง 16 เดือนที่โรงละคร West End ในลอนดอนและยังได้เดินสายแสดงใน ออสเตรเลีย เอเซีย และยุโรป

ไวภาวี เมอร์แชนท์ (นักออกแบบท่าเต้น)

     ไวภาวี เมอร์แชนท์ เป็นนักออกแบบท่าเต้นที่ดังที่สุดในบอลลีวูด  เธอเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยของลุงเธอชื่อ Chinni Prakash เธอก้าวเข้าสู่วงการจากการแสดงครั้งแรกในหนัง Malayalam ชื่อ Snehapoorvam Anna และต่อมาเธอกลับไปยังอาชีพนักออกแบบท่าเต้น

     เธอได้รับรางวัล National Film Award จากการกำกับท่าเต้น Dhole baaje ในหนังเรื่อง Hum Dil De Chuke Sanam  ต่อมาเธอได้ออกแบบท่าเต้นให้กับเพลง O ri chhori ให้กับหนังที่ถูกเสนอชื่อรางวัลออสการ์อย่าง Lagaan

     จากนั้นมาเธอมุ่งมั่นกับงานและทำการกำกับการเต้นที่งดงามให้กับหนัง 3 เรื่องอย่าง Kuch Na Kaho  เรื่อง Na Tum Jano Na Hum และเรื่อง Devdas  ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เธอในเรื่อง The Merchants of Bollywood เพิ่มชีวิตชีวาให้กับท่าเต้นจนกลายเป็นการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ซาลิม และ สุไลมาน เมอร์แชนท์ (นักแต่งเพลง)

     ซาลิมและสุไลมาน เมอร์แชนท์ นักแต่งเพลงสองพี่น้องคู่นี้ได้กลายเป็นคู่ที่ต้องการตัวมากที่สุดในวงการบอลลีวูด  หลังจากการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์มานานร่วม 10 ปี ทั้งคู่ได้มาโด่งดังกับภาพยนตร์ Kaal ซึ่งเขียนและกำกับโดย Soham และผลิตโดย Karan Johar กับ Shah Rukh Khan  ดนตรีจากเรื่อง Kaal ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยเพลงอย่าง Tauba Tauba ที่ขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ตเพลงป๊อบในอินเดีย
ซาลิมและสุไลมานทำงานจากสตูดิโอที่มุมไบชื่อว่า บลู สถานที่ทั้งคู่ใช้แต่งเพลงให้กับภาพยนตร์ ละครเวที ศิลปินนักร้อง และโฆษณา อีกทั้งพวกเขายังเป็นผู้ปรับแต่งเพลงให้กับ Zakir Hussian นักดนตรีผู้เชี่ยวชาญเครื่องดนตรี tabla  ทั้งสองคนหายใจเข้าออกเป็นดนตรี โดยใช้เวลาในสตูดิโอวันละ 14 ชั่วโมงและใช้เวลาที่เหลือพูดคุยและฝันถึงดนตรี
สุไลมานซึ่งเกิดในปี 2513 และซาลิมในปี 2517 เติบโตมากับเสียงดนตรี  บิดาของพวกเขาคือ Sadruddin Merchant เคยเป็นนักแต่งเพลงและผู้กำกับดนตรี ทำให้ลูกๆของเขาถูกห้อมล้อมด้วยเสียงดนตรีและได้เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งคู่เข้าเรียนดนตรีอินเดียแบบดั้งเดิมที่ Trinity College of Music ที่มุมไบพวกเขาได้เรียนการเล่น tabla กลองและเครื่องดนตรีประเภทเคาะอื่นๆ ปัจจุบันซาลิมสามารถเล่นคีย์บอร์ดในขณะที่สุไลมานเชี่ยวชาญเครื่องดนตรีประเภทเคาะ  นอกจากนี้ทั้งคู่ยังสามารถร้องเพลงได้ด้วย

     ทั้งคู่เริ่มอาชีพบนเวทีการแสดงตั้งแต่วัยรุ่น และก้าวสู่วงการบอลลีวูดในปี 2540 วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังแต่งเพลงให้กับโฆษณาชุดหนึ่ง  ผู้กำกับ Sanjay Gupta ซึ่งตอนนั้นกำลังทำเพลงในสตูดิโอติดกันได้ยินเพลงของทั้งคู่ เขาทึ่งมากจึงเรียกสองพี่น้องมาคุยและเสนอให้ทั้งสองร่วมงานกับเขาในภาพยนตร์เรื่อง Hamesha ที่ Sanjay กำกับ  ทั้งคู่แต่งเพลงชื่อ Neela dupatta peela suit ซึ่งได้กลายมาเป็นเพลงฮิต

     ทั้งคู่ได้แต่งเพลงให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องรวมถึง ภาพยนตร์ที่โด่งดังในปี 2546 อย่าง Bhoot ของผู้กำกับ Ramp Gopal Varma ซึ่งเพลง Bhoot Hu Mein ขึ้นอันดับ 2 ของชาร์ตเพลงที่อเมริกาและแคนาดา และอันดับ 5 ของชาร์ตเพลงที่สหราชอาณาจักร  ทั้งคู่ยังได้ทำงานให้กับภาพยนตร์ต่างๆ อย่างเช่น Ab Tak Chappan ของผู้กำกับ Varma เรื่อง Hum Tum ของผู้กำกับ Kunal Kohli และเรื่อง Dhoom ของผู้กำกับ Sanjay Gadhvi และในปี 2546 ทั้งคู่ยังได้แต่งเพลงให้กับภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง Gate to Heaven กำกับโดย Veit Helmer

     ซาลิม-สุไลมานได้รับรางวัลมากมายรวมถึง รางวัล Screen Awards ด้าน Best Background Score จากเรื่อง Bhoot และ Dhoom  รางวัล Zee Award จาก Ab Tak Chappan และ IFA Award จาก Majhse Shaadi Karogi  ปัจจุบันทั้งคู่กำลังแต่งทำนองและเพลงให้กับหนังบอลลีวูดหลายเรื่อง

ฟัลกันนี ถาโกร์ (Falguni Thakore) (นักออกแบบเครื่องแต่งกาย)

     ฟัลกันนี ถาโกร์ เป็นดีไซน์เนอร์หน้าใหม่แห่งวงการบอลลีวูด และได้ออกแบบการแต่งกายให้กับนักแสดงบอลลีวูดที่มีชื่อเสียงอย่าง Abhishek Bachchan  Sanjay Dutt  Aftab Shivdasani  Zayed Khan  Bobby Deol  Karisma กับ Kareena Kapoor  Rani Mukherji  Mahima Chowdhary และ Raveena Tandon

     เธอยังได้ออกแบบแต่งกายให้กับนักแสดงจากอินเดียใต้อย่าง Chiranjeevi, Abbas Ali, Madhavan และอีกหลายท่าน

     ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่เธอได้มีส่วนร่วมได้แก่ Kareeb (2541)  Dulhan Ham Le Jayenge (2543) Shararat (2545)  Rehna Hai Tere Dil Mein (2544)  Pyar Diwana Hota Hai (2545)  Kahin Pyar Na Ho Jaye (2543)  Sarkar (2548) และอีกหลายเรื่องที่เตรียมออกฉาย

ลงทะเบียน  เงื่อนไข จุดจำหน่าย  ติดต่อเรา เกี่ยวกับเรา วิธีการซื้อบัตร สถานที่แสดง