EN
TH

ล่องใต้สุดแดนทักษิณ เบตง ชม ปีนัง 4 วัน 3 คืน

กรุงเทพมหานคร สงขลา ปีนัง เบตง

แผนการเดินทาง

วันแรก : กรุงเทพฯ - หาดใหญ่ - ปีนัง - Penang Street Art - Gurney Drive
04.30
คณะพร้อมกันที่ ท่าอากาศดอนเมือง (กรุณาอย่าลืม Passport) เคาเตอร์สายการบิน นกแอร์ แถวที่ 14-15 ลงประตู 15 ทีมงานรอให้การต้อนรับอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารและสัมภาระเดินทาง พร้อมมอบอาหารเช้าแบบปิกนิคแก่ทุกท่าน
06.00
ออกเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD 7102
07.25
คณะเดินทางถึง สนามบินหาดใหญ่ เชิญทุกท่านรับสัมภาระและจัดการภารกิจส่วนตัว 
08.00
รถบัสท้องถิ่นนำคณะเดินทางสู่ อ.สะเดา จ.สงขลา ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของด่านชายแดนนี้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในนาม “ด่านสะเดา หรือ ด่านนอก” ถือเป็นด่านสำคัญในการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างไทยกับมาเลย์

นักท่องเที่ยวมาเลเซียนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหาดใหญ่และสามารถขับรถข้ามแดนได้ โดยจะแวะช็อปปิ้งที่ตลาดและ Duty free ได้ ถือเป็นด่านที่อำนวยความสะดวกให้แก่ชาวมาเลเซีย เพราะมีโรงแรมหลายแห่งตั้งอยู่ริมถนนบริเวณด่าน มีแผงจำหน่ายสินค้า ส่วนนักท่องเที่ยวไทยก็นิยมขับรถข้ามไปยังฝั่งมาเลย์ เพราะมีห้างสรรพสินค้าปลอดภาษีต่างๆ เช่น บุหรี่ เหล้า น้ำหอม ช็อกโกแลต เสื้อผ้า แว่นตา กระเป๋าฯ

พอถึงช่วงวันหยุดยาว-เทศกาลจะมีผู้คนผ่านด่าน-การจราจรติดขัด ทำให้ด่านชายแดนสะเดามีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลสูงที่สุดของด่านศุลกากรชายแดนทุกด่าน ยกเว้นที่กรุงเทพมหานคร (จังหวัดสงขลา มีด่านพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย จำนวน 3 ด่าน คือ 1. ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ อ.สะเดา 2. ด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา 3. ด่านศุลกากรบ้านประกอบ อ.นาทวี)
09.00
นำคณะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ณ ด่านพรหมแดนไทย-มาเลเซีย (ด่านสะเดา-ด่าน Bukit Kayu Hitam รัฐ Kedah) (ด่านฝั่งมาเลย์ ทุกท่านต้องลากกระเป๋าเดินทางผ่านเครื่องสแกนตอนขาเข้าทุกครั้ง)
09.30
ผ่านพิธีการเรียบร้อยแล้ว (โดยเวลาของประเทศมาเลย์เซียจะเร็วว่าประเทศไทย 1 ช.ม.) 
10.00
เปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถบัสมาเลเซีย เดินทางต่อใช้ Expressway ผ่านเมือง Gurun-Sungai Petani-Butterworth จุดหมาย Penang ระยะทางประมาณ 156 กิโลเมตร 

ระหว่างทางผ่านชมบรรยากาศของรัฐเคดาห์ (Kedah) รัฐหนึ่งของประเทศมาเลเซีย เพลินชมวิวพร้อมฟังข้อมูลเรื่องราวข้อมูลอันเป็นประโยชน์ของ รัฐเคดาห์ หรือ ไทรบุรี เรื่องราวทางประวัติศาสตร์การเสียดินแดนของสยามใน 4 จังหวัดทางใต้สุดของ ด้ามขวานให้กับอังกฤษ และผ่านเมืองหลวงของอดีต 1 จังหวัดของไทยที่ชื่อว่า อาลอร์ เซตาร์ (Alor Setar) เคยมีการเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น อลอร์สตาร์ เมื่อ พ.ศ.2546 ก่อนที่จะกลับมาเป็นชื่อเก่าอีกครั้งใน พ.ศ.2552 เป็นเมืองบ้านเกิดของท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ท่านมหาเธร์ มูฮัมหมัด เมืองที่มีพื้นที่ราบสำหรับปลูกข้าวที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้ง “เกาะลังกาวี” แหล่งท่องเที่ยวอันโด่งดังก็อยู่ในรัฐนี้

ก่อนเดินทางเข้าสู่พื้นที่ของรัฐปีนัง (Pulau Penang)
11.30
แวะจุดพักรถในระหว่างเดินทางบน Expressway
เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน (ตามอัธยาศัย)
13.30
รถบัสนำท่านข้ามสะพาน Penang Bridge เป็นสะพานข้ามเกาะปีนังสะพานแรก ใช้เชื่อมต่อระหว่างเกาะปีนังและเมือง Butterworth ซึ่งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ขนาด 6 เลน มีความยาว 13.5 กิโลเมตร ความยาวเหนือระดับน้ำทะเล 8.4 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในสะพานที่ติดอันดับ 5 ของสะพานที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีสถาปนิกผู้ชาวมาเลเซีย งบประมาณก่อสร้าง 800 ล้านริงกิตมาเลเซีย ถูกเปิดให้ใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กันยายน


เกาะ Penang (ภาษามาเลย์: Pulau Penang) เป็นหนึ่งใน 13 รัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย เดิมชาวมาเลย์รุ่นแรกเรียกว่า ปูเลาวาซาตู หรือ เกาะเดี่ยว ต่อมาพบในแผนที่เดินเรือ เรียกว่า ปูเลาปีนัง หรือ เกาะหมาก ต่อมาอังกฤษเรียกว่า เกาะพรินซ์ออฟเวลส์ รัฐปีนังประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วน ได้แก่ เกาะปีนัง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศ และเป็นที่ตั้งของจอร์จทาวน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ และเซเบอรังเปอไร (สมารังไพร) ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่ง รัฐปีนังเป็นเขตการปกครองเพียงแห่งเดียวของมาเลเซียที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มากกว่าประชากรเชื้อสายมลายู

ลงจากสะพานแล้วเดินทางเข้าย่าน จอร์จทาวน์ (George Town) เป็นเมืองเอกของรัฐปีนัง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะปีนัง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2008 UNESCO ได้การประกาศขึ้นทะเบียนในนาม มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา เป็นมรดกโลก เนื่องจากมีภูมิสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำใครทั้งในตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

14.00
เดินชมความงดงามของแหล่งตึกโบราณและงานศิลปะ ย่านถนน Cannon Street ของ George Town เพลินเดินชมตึกโบราณอาคารสวยแล้วเข้าชมศาลเจ้าตระกูลคู (Khoo Kongsi) ที่มีการตกแต่งแบบจีนที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามแสนจะอลังการ การตกแต่งภายนอกและภายในอันสวยวิจิตรและมากด้วยฝีมือของช่างไม้ที่แกะสลักเสลา ช่างหล่อโลหะที่แสดงฝีมือได้อย่างมีชีวิตชีวา เป็นการแสดงถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนจีนในปีนังมาเนิ่นนานและเป็นคฤหาสน์แบบจีนหรืออาคารที่เป็นศาลเจ้าที่สักการะบรรพบุรุษของตระกูลชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (การอพยพของคนจีนจากเมืองฮกเกี้ยนเริ่มตั้งแต่ตอน ต้นศตวรรษที่ 16 เมื่อพวกฝรั่งเริ่มเข้ามาค้าขายพวกสมุนไพรและเครื่องเทศแถบอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ คนจีนตอนนั้นอพยพไปที่ฟิลิปปินส์ ลูซอนเพราะเป็นอาณานิคมของสเปนต่อมาจึงมะละกาและปีนังที่นี่ คนแซ่คูมาตั้งรกรากเกือบ 200 ปีและสืบสกุลมากว่า15 ชั่วคน ศาลเจ้าแซ่คูนี้แบ่งเป็นสามตอนชั้นบนส่วนห้องโถงกลางเป็นที่เซ่นไหว้เทพเจ้าและไหว้บรรพบุรุษเพดานจะมีคานทาด้วยไม้เนื้อหนาแกะสลักอย่างสวยงาม ส่วนระเบียงด้านหน้าจะมีลวดหลายของเหล็กหล่อที่เป็นดอกไม้ สัตว์ต่างๆ นกน้ำและกบเขียดที่หล่อจากโลหะอย่างสวยงามมีชีวิตชีวา ด้านล่างตั้งแต่บันไดขึ้นไปก็มีการแกะสลักหินแกรนิตได้สวยงามเดียวกับราวระเบียงด้านหน้าเช่นกัน


จากนั้น เดินเลี้ยวเข้าชมย่าน Armenian Street "Penang Street Art" จุดชมภาพวาด ซึ่งสามารถพบเห็นภาพวาดต่างๆได้ตามกาแพงข้างถนน ผนังบ้านและตึก ประตู หน้าต่าง และอื่นๆ โดยภาพวาดส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับอิริยาบถต่างๆ ของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพเด็กปั่นจักรยาน ภาพเด็กผู้หญิงกำลังผลักดันตัวเองขึ้นไปบนหน้าต่างสองบาน ภาพเด็กกำลังปีนเก้าอี้เพื่อหยิบสิ่งของและอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก พร้อมถ่ายภาพเป็นความทรงจำ เพลินเดินชมตึกโบราณ แต่ก่อนที่จะไปชมขอนำท่านแวะเข้าไปชม ศาลเจ้า Cheah Kongsi ศาลเจ้าประจาตระกูลเซี่ย ที่สวยงามและเก่าแก่ของจอร์จทาวน์ อายุประมาณ 146 ปี กันก่อน
 
สามารถแวะชิมขนมเปี๊ยะปีนังกับชาก็ต้องร้านเก่าแก่ Ming Xiang Tai Pastry Shop จิบกาแฟคลายร้อนที่ร้านกาแฟเก๋ๆ ก็แนะนำที่ Gudang Cafe เลือกซื้อสินค้าที่ระลึกตามอัธยาศัย 
17.00
นำคณะนั่งรถชมย่านริมทะเล ท่าเรือเฟอร์รี่ - หอนาฬิกา ควีนวิกตอเรีย - ป้อมปราการคอร์นวอลลิส - ศาลาว่าการ (City Hall) - ศาลากลางเมือง (Town Hall )

เข้าที่พักระดับ 4 ดาว Sunway Hotel Georgetown or Cititel Penang
18.30
รับประทาน บะกุ๊ดเต๋ ที่ร้าน Yi Xian Bak Kut Teh บะกุตเต๋ขึ้นชื่อของเกาะปีนัง ในสไตล์แบบจีนแท้ๆ เสิร์ฟหลากเมนูมาบนเตาอุ่นร้อน

หลังจากรับประทานอาหาร สามารถเดินชมย่านเขตเมืองใหม่ เกอร์นีย์ (Gurney) เพื่อสัมผัสอีก 1 สีสันของเมืองมรดกโลกปีนังต้องไปชม Street Food ลานอาหารโต้รุ่งยอดนิยมของชาวเมืองซึ่งมีหลายย่านมี 1 จุดแนะนำ ตั้งอยู่ที่ถนนริมชายหาดชื่อดังศูนย์กลางโซนทันสมัย คือ ย่าน Gurney Drive มีอาหารกลางแจ้งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารพื้นเมืองจากเมืองต่างๆ กว่า 100 แผง หรือสามารถเข้าช้อปปิ้งที่ห้าง Gurney Plaza ก็ได้
21.00
นำคณะเดินทางกลับเข้าที่พักเชิญท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่สอง : Penang Hill - PENANG PERANAKAN MANSION - เบตง - อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ - ตู้ไปรษณีย์ - หอนาฬิกา 
07.00
รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของที่พัก
08.00
ออกเดินทางออกนอกเมือง เพื่อนั่งรถรางขึ้นสู่ยอดเขา Penang Hill ซึ่งมีความสูง 830 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บนเนินเขาปีนังฮิลล์ หรือ บูกิต เบนดารา (Bukit Bendara) เป็นที่ที่สามารถเพลิดเพลินกับการทอดสายตาชมทัศนียภาพแบบพาโนรามาของเกาะปีนัง จากจุดสูงสุดของเกาะแห่งนี้ เป็นมุมดีที่สุดในการถ่ายภาพ George Town เห็นไปถึงฝั่งแผ่นดิน Butterworth และ Penang
09.30 ลงจากเขาเข้าเมืองกันอีกครั้ง
10.00
นำคณะเยี่ยมชม PENANG PERANAKAN MANSION (The Green Mansion) คฤหาสน์ของคหบดีชาวเปอรานากัน (ชาวเปอรานากัน: Peranakan หรือ บาบ๋า-ย่าหยา : Baba-Nyonya คือ กลุ่มลูกครึ่งชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดและเติบโตในเขตช่องแคบมะละกา โดยมีบรรพบุรุษเป็นชนชั้นสูงชาวจีนซึ่งอพยพมาบนคาบสมุทรมลายู แล้วแต่งงานกับคนท้องถิ่นมลายูแถบมาเลย์ อินโดนีเชีย สิงคโปร์ ภูเก็ต เกิดเป็นอีก 1 ชาติพันธุ์และเกิดวัฒนธรรมที่ผสมผสานแบบใหม่ขึ้นมาโดยเป็นการนำเอาส่วนดีระหว่างจีนและมลายูมารวมกัน และมีกลิ่นไอของฝรั่งผสม เพราะเป็นยุคอาณานิคมทั้ง การแต่งกาย อาหาร ความเป็นอยู่ ฯ โดยชื่อ "เปอรานากัน" มีความหมายว่า "เกิดที่นี่")

นำท่านชมความสวยงามของบ้านโบราณอายุกว่า 100 ปี ที่ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อสะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมผ่านตัวอาคาร สิ่งของเครื่องใช้ของชาวเปอรานากัน ที่ท่านจะได้สัมผัสถึงความรุ่งเรืองของเกาะปีนังในอดีตที่ถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดี โดยเจ้าของ The Green Mansion ท่านเป็นกัปตันเดินเรือชาวจีนชื่อ Chung Keng Quee ที่จงใจสร้างบ้านนี้ตามแนว Peranakan ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและตะวันตก ตัวบ้านได้รับการปรับปรุงและกลายมาเป็น  พิพิธภัณฑ์ Peranakan ในปัจจุบันตัวอาคารหลักเป็นที่จัดแสดงเป็นส่วนของห้องต่างๆที่ถูกประดับประดาอย่างหรูหรา ตั้งแต่กระเบื้องปูพื้นไปจนถึงผนัง เพดาน ถ้วยชามจากเมืองจีน งานแก้วคริสตัล กระเบื้องลายคราม งานไม้แกะสลัก งานเหล็กหล่อโบราณ งานเฟอร์นิเจอร์โบราณที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน โดยเฉพาะงานโครงเหล็กหล่อ ที่ทำกั้นทางเดินในพื้นที่เปิดโล่งชั้น 2 ทำได้สวยงามมาก โถงด้านข้างตัวบ้าน เป็นโถงบรรพบุรุษของบ้าน (Ancestral Hall) มีรูปปั้น และป้ายชื่อของบรรพบุรุษของบ้านแห่งนี้ รวมถึงรูปปั้นของกัปตัน Chung Keng Kwee อลังการ
12.00
รับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน The Legend Nyonya House หรือ Perut Rumah Nyonya Cuisine เมนูแบบปารานากัน
13.00
มุ่งหน้าด่านพรหมแดนมาเลเซีย-ไทย (เบตง) ระยะทางประมาณ 111 กม.
16.30
คณะเดินทางถึงด่าน Pengkalan Hulu, รัฐ Perak - เบตง และผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง แวะถ่ายรูปที่ระลึกแล้วนำคณะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง
16.00
(เวลาไทย) เดินทางเข้าตัวเมือง อำเภอเบตง อีก 7 กม. ดินแดนที่มีคำขวัญว่า “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน” อำเภอเบตงในสมัยที่กล่าวถึงนี้ขึ้นอยู่กับเมืองรามัน และเมืองรามันเป็นเมือง “เมืองขึ้น” ของสยาม “เบตง” ชื่อนี้มาจากภาษามลายู คือ "Buluh Betong" ที่หมายถึง “ไม้ไผ่” หรือ “ไผ่ตง” เนื่องเพราะในอดีตพื้นที่แห่งนี้อุดมไปด้วยต้นไผ่ แต่ปัจจุบันต้นไผ่สูญหายไปตามสภาพเมืองที่เติบโตขึ้นอยู่ห่างจากตัวเมืองยะละประมาณ 140 กม.  ทางทิศใต้ติดกับรัฐเปรักและรัฐเคดะห์ของประเทศมาเลเซีย ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในอ้อมกอดของขุนเขาสันกาลาคีรี มีที่ราบประมาณ 10 % ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศคล้ายภาคเหนือตอนบนของไทย อากาศที่เบตงเย็นสบายตลอดทั้งปี ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์นี่เอง ที่ทุก ๆ ด้านถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาและป่าดงดิบผืนใหญ่

17.00
เข้าสู่ที่พัก โรงแรมแกรนด์แมนดาริน เบตง ที่พักที่ดีที่สุดในเมืองเบตง โรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองเบตง
18.00
นำท่านออกเดินจากโรงแรมเพื่อไป  ทานอาหารค่ำที่ ภัตตาคารต้าเหยิน

ชิมเมนูเมืองเบตงที่มาถึงแล้วต้องทาน เช่น ไก่เบตง ผักน้ำ กบภูเขา หมี่เบตง เคาหยก ปลาจีน ฯ

ระหว่างทางก่อนถึงร้านแวะชมสถานที่อันเป็นเอกลักษณ์ทางการท่องเที่ยวตั้งอยู่เป็นไฮไลท์ในตัวเมืองเบตง

1. อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของเมืองไทย ที่ขุดทอดโค้งให้รถวิ่งซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทาให้เบตงมีเสน่ห์ต่างจากเมืองอื่นๆ อุโมงค์นี้เปิดใช้เมื่อ 1 ม.ค. 2544 สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการจราจรระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ ขุดโค้งทอดยาวประมาณ 273 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร มีทางเดินทางอยู่ภายใน ดูดีมีเสน่ห์กว่าอุโมงค์สมัยใหม่ แล้วเดินต่ออีกนิดเชิญท่านถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับ

2. หอนาฬิกาเมืองเบตง สัญลักษณ์จุดศูนย์กลางของเมืองสร้างจากหินอ่อนสีขาวนวลจากเมืองยะลา

3. ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งก็ตั้งอยู่บริเวณแยกหอนาฬิกาตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่เป็นตัวตู้ไม่รวมฐานมีเส้นรอบวง 140 ซม. และสูง 290 ซม. อิ่มอร่อยกันแล้วเดินกลับที่พักในเส้นทางเดิม ท่านสามารถแวะถ่ายภาพบรรยากาศในสถานที่เดิมแต่เพิ่มเติมให้ได้แสงสียามค่าคืน เช่น ที่วงเวียนหอนาฬิกาพอพลบค่ำก็จะมีฝูงนกนางแอ่นมาเกาะตามสายไฟ หรือ แวะชิลดื่มชาทานโรตีให้เห็นวิถีคนเบตง

วันที่สาม : ตะลอนเที่ยวกันแถวนอกเมืองเบตง บ่อน้ำร้อนเบตง - ดูการเลี้ยงปลาจีน - แปลงปลูกผักน้ำ - อุโมงค์ปิยะมิตร - สวนหมื่นบุปผา - วัดเบตง - Street Art 
 
ตื่นเช้าออกกำลังกายเดินไปเที่ยวชม ตลาดเช้า ให้เห็นวิถีคนเบตงขากลับนั่ง 3 ล้อกลับมาได้

รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
08.30
นำคณะเดินทางออกนอกเมืองในเส้นทางเบตง-ยะลา กิโลเมตรที่ 4 อันเป็นจุดเริ่มต้นแหล่งท่องเที่ยวในย่าน “บ้านบ่อน้ำร้อน” ชุมชนแรกที่จัดตั้งเพราะถูกค้นพบของชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตพรมแดนไทย-มาเลเซีย เพราะพบว่ามีลำธารที่มีความร้อนช่วยบรรเทาอากาศที่หนาวเย็นและบำบัดโรคได้ ระหว่างทางแวะร่วมแบ่งปันน้ำใจ บริจาคสิ่งของ-ทรัพย์ปัจจัย สู่เหล่าทหารหาญที่ด่านเบตง
09.00
จุดที่ 1 นำท่านเที่ยวชม บ่อน้ำร้อนเบตง เดิมเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่ อาณาบริเวณประมาณ 3 ไร่ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของเบตงที่มีน้ำพุเดือดขึ้นมาจากพื้นดิน อุณหภูมิของน้ำประมาณ 80 C ตรงจุดบริเวณที่น้ำเดือดสามารถต้มไข่สุกภายใน 7 นาที และเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า OTOP ของเมืองเบตงอีกด้วย จากนั้นเปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถ 6 ล้อท้องถิ่น  เพื่อขึ้นเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่บนเขาของ “บ้านปิยะมิตร”
10.00
จุดที่ 2 ชมแหล่งการเพาะเลี้ยง ปลาจีน หรือ เฉาฮื้อ ปลาดังนำขึ้นเหลาที่นิยมรับประทานกันมากใน อ.เบตง การที่มีชื่อเรียกว่า ปลาจีน เพราะมีต้นกำเนิดมาจากลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ประเทศจีน ต่อมาชาวเบตงได้นำพันธุ์ปลามาจากมาเลเซียมาเลี้ยงในแหล่งน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำเล็ก ๆ ตามไหล่เขา ที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา แล้วได้ผลดี พื้นที่อ.เบตงเป็นที่ราบแคบอยู่ตามไหล่เขา ไม่มีที่ลุ่มหรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่พอจะทำการประมงได้ ดังนั้นอาหารจำพวกปลาจึงมีราคาแพง จึงได้มีการคิดหาวิธีที่จะเลี้ยงปลาในบ่อขนาดเล็กตามไหล่เขาและพันธุ์ปลาที่เหมาะสม คือ ปลาจีน เพราะชอบอยู่ในน้ำที่ไหลรินอยู่ตลอดและกินพืชเป็นอาหารซึ่งหาได้ไม่ยากในท้องถิ่นปลาจีนมีลักษณะคล้ายปลากระบอก ถ้าเลี้ยงให้โตเต็มที่ประมาณ 3-5 ปี จะมีน้ำหนักถึงตัวละ 9-10 กิโลกรัม ปลาจีนกินพืชเป็นอาหาร เช่น ผักบุ้ง ใบหรือหัวมันเทศ รำข้าว แหน ผักกาด การเลี้ยงปลาจีนเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี เลี้ยงส่งขายใน จ.ยะลา มาเลเซีย และส่งขายยังกรุงเทพมหานคร จนกระทั่งกลายเป็นอาหารประจำเมืองที่สร้างชื่อเสียงให้กับ อ.เบตง แต่การเพาะเลี้ยงยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เพราะมีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพน้ำ การทำบ่อที่ต้องการไหลหมุนเวียนของน้ำตลอดเวลา อุณหภูมิในน้ำที่เหมาะคือ ระหว่าง 25-30 C
11.30
จุดที่ 3 แปลงปลูก "ซ้าหย่างชอย"หรือ ผักน้ำ ผักที่มีต้นกำเนิดจากประเทศฝรั่งเศส แล้วนำมาปลูกที่ประเทศจีน แล้วแพร่หลายมาทางประเทศมาเลเซียและบริเวณชายแดน อ.เบตง แต่ก่อนนิยมทานกันในหมู่ ชาวจีนใน จ.ยะลาเท่านั้น ใช้ยอดอ่อนบริโภคการปลูกมีลักษณะพิเศษ คือ ต้องปลูกต้องอาศัยปัจจัย 3 อย่าง 1. น้ำต้องสะอาด น้ำต้องเย็นใส ไม่มีสนิม และต้องเป็นน้ำที่ไหลมาจากภูเขา โดยเฉพาะน้ำที่ไหลจากซอกหิน 2. อุณหภูมิต้องไม่เกิน 30 C เบตงมีอุณหภูมิ 22-25 C และ 3. สภาพแวดล้อมอื่นๆ เช่นแสง หรือ ความชื้น เช่น แสงจัดผักจะเหนียว-ขม ช่วงที่ให้ผลผลิตมาก คือ ช่วงหน้าหนาว ต.ค.-ก.พ.ผักน้ำมีสรรพคุณแก้ร้อนในและลดความดันโลหิตสูง สามารถถ่ายภาพที่ระลึกกับวิวแปลงผักน้ำที่ดูงดงามแล้วถ่ายรูปที่ระลึกกับ ซุ้มประตูทางเข้า บ้านปิยะมิตร 1
13.00
รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารท้องถิ่นที่ อุโมงค์ปิยะมิตร สามารถลือกซื้อสินค้าสมุนไพรตำหรับยาจีน
14.00
จุดที่ 4 อุโมงค์ปิยะมิตร เยือนถิ่นสงคราม มุดอุโมงค์ฐานที่มั่นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟังเรื่องเล่าย้อนรอยประวัติศาสตร์ผู้ก่อการร้ายโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) ชื่อเรียกกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา หรือ พคม. (The Communist Party of Malaya - CPM) และเนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์จีนจึงทำให้มีชื่อเรียกในนามว่า “โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา” หรือ เรียกสั้นๆ “จคม” โดยมี “นายจีนเป็ง”...ตำนานผู้นำกองกำลังติดอาวุธผู้เชี่ยวชาญการทำสงครามกองโจร และจีนเป็งผู้นี้ยังมีตาแหน่งเป็นถึงอดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์มลายาเป็นผู้นำ ระหว่างปี 2491-2503 รัฐบาลมาเลเซียปราบปรามอย่างหนัก ทำให้ต้องหลบหนีการปราบปรามของรัฐบาลมาเลเซียเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการและเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย – มาเลเซีย โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายาบางส่วนปรากฏตัวครั้งแรกในประเทศไทย เขตพื้นที่อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สะเดา จ.สงขลา
 
วิทยากรนำชมอุโมงค์ประวัติศาสตร์ ตัวอุโมงค์ถูกขุดด้วยมือของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเขต 2 เมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยใช้สำหรับหลบการโจมตีทางอากาศและเพื่อสะสมเสบียง สำหรับการสร้างนั้น ต้องใช้กำลังคน 40 - 50 คน ขุดเข้าไปในภูเขา โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน ในการสร้าง ซึ่งตัวอุโมงค์บางช่วงมีความกว้าง 50-60 ฟุต ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถจุคนได้เกือบ 200 คน มีช่องทางเข้าออกทั้งหมด 9 ช่องทาง เชื่อมต่อถึงกันหมด ปัจจุบันเหลือเพียง 6 ช่องทาง ภายในอุโมงค์มีสถานีวิทยุของพรรคฯ มีห้องนอนและห้องเก็บเสบียง ส่วนด้านบนเป็นป่ารก มีต้นไม้ใหญ่มากมายปกคลุม สามารถหลบการลาดตระเวนจากฮอฯของรัฐ ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการปราบปราม กระทั่งในปี 2528 พลตรีกิตติ รัตนฉายา ขณะนั้นเปิดแผนเจรจาภายใต้ “สัญญาสุภาพบุรุษ” หลังการเจรจาทั้ง 5 ครั้ง ในที่สุดวันที่ 2 ธันวาคม 2532 “จคม.” ก็ประกาศสลายกองกำลัง ลงนามความตกลง  ส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา ส่วนที่เหลือในประเทศไทยก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขภายใต้  “โครงการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”  ถือเป็นการยุติบทบาทของโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา อุโมงค์ปิยะมิตร ถูกปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้กับบุคคลทั่วไปเข้าเยี่ยมชมจัดให้มีพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์โดยเอาเครื่องไม้เครื่องมือ ของที่ใช้จริงในป่า แสดงภาพและเรื่องราวประวัติศาสตร์ รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตในป่า
 
เบรคบ่ายวันนี้นำเสนอเฉาก๊วยเบตงเจ้าดัง กม.4
15.30
ออกเดินทางสู่หมู่บ้านปิยะมิตร 2 เพื่อชม สวนหมื่นบุปผา ภายใน“โครงการทดลองปลูกไม้ดอกเมืองหนาว” ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความร่วมมือของจังหวัดยะลากับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดนราธิวาส โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. เป็นผู้ผลักดันอีกแรง ด้วยเพราะหมู่บ้านปิยะมิตร 2 ซึ่งมีอากาศหนาวทำให้ปลูกยางพาราไม่ได้ผล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จเยือนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 ทรงแนะนำแนวทางปลูกไม้เมืองหนาว ทำให้หุบเขาดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีดอกไม้เมืองหนาวหลากสีเช่นเดียวกับบนดอยทางภาคเหนือ สำหรับโครงการไม้ดอกเมืองหนาว เป็นการศึกษาทดลองปลูกไม้ดอกเมืองหนาวต่างๆ อาทิ เบญจมาศ กุหลาบ เยอบีรา หน้าวัว ไฮเดนเยีย ดาวเรือง ทานตะวัน ซัลเวีย นอกจากนี้ทางโครงการยังนำร่อง ขยายผล และเป็นต้นแบบให้ชาวบ้านในพื้นที่เพาะปลูกพืชเมืองหนาวส่งขายในพื้นที่ภาคใต้ สร้างรายได้เลี้ยงตัวแบบพอเพียง ไม่เพียงเท่านั้นชาวบ้านกลุ่มนี้ยังเรียนรู้ นำต้นแบบจากโครงการไม้ดอกเมืองหนาวมาจัดสร้างเป็น “สวนหมื่นบุปผา” ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับโครงการไม้ดอกเมืองหนาวชนิดเดินไปมาหาสู่กันได้ พร้อมที่พักไว้บริการนักท่องเที่ยว
16.30
เดินทางลงจากเขา แวะเปลี่ยนรถที่บ่อน้ำร้อน แล้วกลับเข้าตัวเมืองเบตง

“วัดพุทธาธิวาส” เดิมชื่อ“วัดเบตง” เป็นวัดที่มีชัยภูมิดีมากตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเบตง  เชิญท่านสักการะ พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ที่หมายถึงการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า ลักษณะเจดีย์ก่อสร้างแบบศรีวิชัยประยุกต์ สีทองอร่าม สูง 39.9 เมตร ภายในเจดีย์ชั้นบนสุดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และมีพระพุทธธรรมประกาศเป็นพระประทาน มีรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่อยู่ที่ชั้นล่างสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา จากเจดีย์สามารถมองเห็นทัศนียภาพของวัดและเมืองเบตงอีกมุมหนึ่งได้สวยงาม จากนั้นสามารถหามุมถ่ายรูปกันที่ Street Art แลนด์มาร์กใหม่ อ.เบตง
18.30
รับประทานอาหารค่ำที่ ภัตตาคารต้าเหยิน ชิมเมนูเมืองเบตงที่มาถึงแล้วต้องทาน เช่น ไก่เบตง ผักน้ำ กบภูเขา หมี่เบตง เคาหยก ปลาจีน ฯ
19.30
เดินทางกลับที่พัก โรงแรมแกรนด์แมนดาริน เบตง เชิญท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่สี่ : ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง - พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง - ด่านสะเดา - หาดใหญ่ - กรุงเทพฯ 
04.30
รถบัสรับคณะออกเดินทางจากที่พักเดินทางสู่ ตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง

ถึง กม.32 ในเส้นทางเบตง-ยะลา เปลี่ยนรถท้องถิ่นเพื่อขึ้นไปยังเขตพื้นที่ของเขาไมโครเวฟ ที่ความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,038 ฟุต ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ไปชมทะเลหมอกในมุมมองกว้าง 360 องศา (ขึ้นกับสภาพอากาศ)
09.00
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก
10.30 นำคณะเดินทางเข้าชม "พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง” ที่สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นประยุกต์หลังคาซ้อนหลายชั้นพิพิธภัณฑ์เมืองเบตง เป็นแหล่งเก็บรวบรวมศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ โบราณวัตถุ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเมืองเบตงต่างๆ เท่าที่จะหามาได้ ในพิพิธภัณฑ์ชั้นหนึ่งเก็บรวบรวมศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ โบราณวัตถุ อาทิ ถ้วยชามเครื่องเคลือบ โต๊ะ ตู้ เตียง โบราณ ตะเกียงเก่า เรือสำเภาจำลอง กี่ทอผ้า อุปกรณ์ปั่นฝ้าย ส่วนชั้นสองจัดแสดงภาพเก่าเมืองเบตง และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในเมืองนี้ พิพิธภัณฑ์เมืองเบตงยังมีความพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นจุดชมวิวชั้นดีที่เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุดมองลงมาจะเห็นบรรยากาศตัวเมืองเบตงได้อย่างชัดเจนและสามารถมองเห็น สนามกีฬากลางหุบเขา ของเบตงได้
11.30
ชมโรงเรียนจีน แล้วเดินทางมุ่งหน้าสู่ด่านชายไทย-มาเลเซีย
11.45
คณะเดินทางถึงด่าน เบตง - Pengkalan Hulu, รัฐ Perak 
12.45
ผ่านพิธีการแล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ ด่านพรหมแดนมาเลเซีย-ไทย (ด่าน Bukit Kayu Hitam รัฐ Kedah - ด่านสะเดา) ระหว่างเดินทางบริการอาหารกล่อง เมนูผัดหมี่เบตง
17.00
แวะให้ท่านได้ช้อปปิ้งสิ้นค้าปลอดภาษีนานาชนิด เช่น น้ำหอม นาฬิกา เสื้อผ้า ที่ The Zone Duty FREE 
18.30
ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 2 ประเทศแล้วนำคณะเดินทางสู่ สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา
19.30
คณะเดินทางถึงสนามบินหาดใหญ่ (บริการอาหารค่ำแบบกล่อง-บนเครื่องมีอาหารว่างบริการ)
20.35
เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE 268 
22.00
คณะเดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ พร้อมรอยยิ้มและความประทับใจ

เงื่อนไข

ตารางเที่ยวบิน เดินทางโดยสายการบินนกแอร์ และสายการบินไทยสมายล์

ไป
:
สนามบินนานาชาติดอนเมือง - สนามบินนานาชาติหาดใหญ่
DD 7102
เวลา :
06.00 - 07.25 น. 
กลับ
:
สนามบินนานาชาติหาดใหญ่ - สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ
WE 268
เวลา :
20.35 - 22.00 น.

อัตราแพคเกจนี้รวม
-
ตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ (ดอนเมือง-หาดใหญ่-สุวรรณภูมิ) รวมน้ำหนักของกระเป๋าเดินทาง นกแอร์ (ท่านละ 15 กิโลกรัม) และไทยสมายล์ (ท่านละ 20 กิโลกรัม )
-
รถบัสปรับอากาศ และรถท้องถิ่น
-
โรงแรมที่พัก จำนวน 3 คืน (ปีนัง 1 คืน / เบตง 2 คืน)
-
ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
-
อาหาร 11 มื้อ
-
อาหารว่างและเครื่องดื่ม ผ้าเย็น ตลอดการเดินทาง
-
ค่าธรรมเนียมการเข้าชม-ค่าบำรุงสถานที่ แหล่งท่องเที่ยวตามระบุ
-
ทีมงาน วิทยากร และมัคคุเทศก์นำเที่ยวไทย-มาเลเซีย
-
ประกันอุบัติเหตุคุ้มครองส่วนบุคคล 1,000,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุสูงสุด 500,000 บาท
-
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 %

อัตราแพคเกจนี้ไม่รวม
-
ค่าทำหนังสือเดินทาง
-
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (เฉพาะออกใบกำกับภาษีให้ห้างร้าน บริษัท) ฯลฯ
-
ค่าทิปทีมงาน อัตราที่เหมาะสมแนะนำไม่ควรต่ำกว่า 400 บาทต่อท่าน
-
ค่าน้ำหนักกระเป๋าเดินทางที่เกินกว่าที่ทางสายการบินกำหนด
-
ค่าธรรมเนียมวีซ่าสาหรับผู้เดินทางชาวต่างชาติและผู้ถือเอกสารต่างด้าว
-
ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งนอกรายการ / ค่ามินิบาร์ และอื่นๆ ที่มิได้ระบุในรายการ

เอกสารที่ใช้ในการเดินททาง
-
หนังสือเดินทางไทยต้องมีอายุการเดินทางเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน (ส่งหน้าพาสปอร์ตให้บริษัทพร้อมสลิปโอนมัดจำ) มิฉะนั้นบริษัทจะไม่รับผิดชอบกรณี ด่านตรวจคนเข้าเมืองปฏิเสธการเดินทางของท่าน

หมายเหตุ
-
กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้า ทั้งนี้ ทีมงานจะถือประโยชน์ของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางหากกรุ๊ป มีไม่ถึง 30 ท่านขึ้นไป
-
บริษัทฯ ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายในเหตุการณ์ที่เกิดจาก ภัยธรรมชาติ ปฏิวัติ และอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทางบริษัทฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย, การถูกทาร้าย, การสูญหาย, ความล่าช้า หรือจากอุบัติเหตุต่างๆ
-
หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวจะสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์และจะไม่รับผิดชอบค่าบริการที่ท่านได้ชำระไว้แล้วไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
-
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการห้ามออกนอกประเทศ หรือ ห้ามเข้าประเทศ อันเนื่องมาจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือเอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ การถูกปฏิเสธในกรณีอื่นๆ
-
บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการชำรุดหรือสูญหายของทรัพย์สินส่วนตัว อาทิ เช่น หนังสือเดินทาง, โทรศัพท์มือถือ, กระเป๋าเดินทาง, กระเป๋าสตางค์, กล้องถ่ายรูป ฯลฯ
-
หลังลงชื่อจองภายใน 2 วัน ท่านต้องยืนยันการจองโดยชำระมัดจำท่านละ 5,000 บาท การจองจึงจะสมบูรณ์ และเลือกที่นั่งได้หากเกินจากเวลาที่กำหนด (2 วันหลังจากทำการจอง) ขออนุญาตตัดสิทธิ์การจองโดยอัตโนมัติ และไม่สามารถยกเลิกการเดินทางแต่สามารถให้ท่านอื่นเดินทางแทนได้
-
ที่นั่งบนรถบัสจัดให้ตามลำดับการชำระค่าใช้จ่าย
-
ระยะเวลาจำหน่าย : วันที่ 6 มีนาคม - 28 สิงหาคม 2561


 

ราคา

26 - 29 พ.ค. 61
ผู้ใหญ่พักห้องเดี่ยว ราคาท่านละ 18,000 บาท
ผู้ใหญ่พักห้องคู่ ราคาท่านละ 15,500 บาท
เด็ก 1 ท่าน พักกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ไม่มีเตียงเสริม ราคาท่านละ 14,500 บาท
16 - 19 ส.ค. 61
ผู้ใหญ่พักห้องเดี่ยว ราคาท่านละ 17,000 บาท
ผู้ใหญ่พักห้องคู่ ราคาท่านละ 14,500 บาท
เด็ก 1 ท่าน พักกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ไม่มีเตียงเสริม ราคาท่านละ 13,500 บาท
7 - 10 ก.ย. 61
ผู้ใหญ่พักห้องเดี่ยว ราคาท่านละ 17,000 บาท
ผู้ใหญ่พักห้องคู่ ราคาท่านละ 14,500 บาท
เด็ก 1 ท่าน พักกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ไม่มีเตียงเสริม ราคาท่านละ 13,500 บาท
13 - 16 ก.ย. 61
ผู้ใหญ่พักห้องเดี่ยว ราคาท่านละ 17,000 บาท
ผู้ใหญ่พักห้องคู่ ราคาท่านละ 14,500 บาท
เด็ก 1 ท่าน พักกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ไม่มีเตียงเสริม ราคาท่านละ 13,500 บาท

,
เริ่มต้น
฿15,500
วันเดินทาง
จำนวนห้อง

ห้องที่ 1

ผู้ใหญ่
เด็ก
เตียงเสริม
ราคารวม
฿
0

หรือจองผ่านช่องทางอื่น

โทร 02 262 3955

จุดจำหน่ายไทยทิคเก็ตเมเจอร์
ดูสถานที่ตั้งจุดจำหน่าย