ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ จำกัด

HOME | CONCERT | เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ ไกดิ้ง ไลท์ส์ ทัวร์ 2012

เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ ไกดิ้ง ไลท์ส์ ทัวร์ 2012

 สก๊อต ฟอร์เอฟเวอร์ ยัง ดับร้อนเดือนเมษายน
ด้วยคอนเสิร์ตวงฟังค์ระดับตำนาน
‘เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์’ 2 เม.ย. นี้


พิเศษ! เพียงพิมพ์ EWF แล้วส่งมาที่ 4838355 แล้วแสดง sms ที่ตอบกลับ
ณ จุดจำหน่ายไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา

เพื่อรับส่วนลด 10 % สำหรับบัตรราคา 3,000 บาท เท่านั้น
ระยะเวลา ตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์ – 11 มีนาคม นี้

(** ส่วนลดมีจำนวนจำกัด, 1 SMS ต่อการซื้อบัตร 4 ใบ, ไม่สามารถ
ใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่น ๆ ได้, ค่าส่ง SMS ครั้งละ 3 บาท)
 


เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ (Earth, Wind & Fire) วงดิสโก้ฟังค์รุ่นใหญ่ เจ้าของบทเพลงสุดฮิตมากมายอย่าง “เซ็ปเท็มเบอร์” (September), “อาฟเตอร์ เดอะ เลิฟ เฮส กอน” (After The Love Has Gone), “บูกี้ วันเดอร์แลนด์” (Boogie Wonderland) และ “แฟนตาซี” (Fantasy) เตรียมเดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตครั้งแรก ตามเสียงเรียกร้องของแฟนเพลงชาวไทย ‘เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ ไกดิ้ง ไลท์ส์ ทัวร์ 2012’ (Earth, Wind & Fire Guiding Lights Tour 2012) ในวันที่ 2 เมษายนนี้ ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

Earth, Wind & Fire Guiding Lights Tour 2012

สก๊อต ฟอร์เอฟเวอร์ยัง ร่วมกับ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, เมืองไทยประกันชีวิต และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน ภูมิใจนำเสนออีกหนึ่งคอนเสิร์ตระดับโลกกับวงดนตรีคุณภาพ เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์  เจ้าของ 6 รางวัลแกรมมี่ และ 4 รางวัลอเมริกัน มิวสิค อวอร์ด (American Music Awards)  เป็นวงที่บุกเบิกการนำดนตรีฟังค์และอาร์แอนด์บีมาผสมเข้ากับดนตรีป็อปได้อย่างลงตัว  การันตีด้วยยอดขายอัลบั้มกว่า 90 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ได้รับการจัดอันดับให้เป็นวงดนตรีอเมริกันที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลในอันดับที่ 7 นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องให้บรรจุชื่ออยู่ในหอเกียรติยศร็อคแอนด์โรลล์ หรือ ร็อคแอนด์โรลล์ ฮอลล์ ออฟ เฟม (Rock and Roll Hall of Fame) ด้วย

เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์  ได้เชื่อว่าเป็นวงที่แสดงสดได้อย่างสุดยอด สนุกสนาน มีความสร้างสรรค์และมีดนตรีที่มีสไตล์โดดเด่น ล้ำสมัย  อีกทั้งยังคงมีซาวน์ที่ ใหม่สดเสมอ ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม  โดยจุดเด่นอยู่ที่วงเครื่องเป่า และเครื่องเคาะต่างๆ ที่อัดแน่นคุณภาพคับหู ผสมผสานเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ จาก ฟิลิป เบลี่ย์ (Philip Bailey) เจ้าของเสียงหลบอันหวานหยด ซึ่งพวกเขาเตรียมตัวมาสะกดแฟนเพลงชาวไทยในคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้

สำหรับบัตรคอนเสิร์ต ‘สก๊อต ฟอร์เอฟเวอร์ยัง พรีเซนท์ส์ เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ ไกดิ้ง ไลท์ส์ ทัวร์ 2012’ (Scotch Forever Young Presents Earth, Wind & Fire Guiding Lights Tour 2012) จะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นี้ ที่บูธไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา บัตรราคา 2,000 3,000 และ 4,000 บาท สอบถามรายละเอียดและส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ 0-2262-3838 หรือ www.thaiticketmajor.com

และนี่คืออีกหนึ่งโปรดักชั่นของ บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์




-- ข้อมูลศิลปิน--


ในช่วงยุคทศวรรษที่ 70 ดนตรีป๊อบแบบใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นดนตรีป็อปที่ผสมผสานดนตรีแจ๊ซและอาร์แอนด์บีได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นดนตรีแนวใหม่ที่สามารถเข้าถึงคนฟังได้ทุกกลุ่ม ในฐานะผู้ก่อตั้งและหัวหน้าวง เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ (Earth, Wind & Fire) มัวริซ ไวท์ (Maurice White) ถือเป็นผู้ให้กำเนิดและพัฒนาดนตรีแนวนี้ ดนตรีที่สามารถเชื่อมต่อช่องว่างทางรสนิยมดนตรีของชาวอเมริกันผิวขาวและแอฟริกันอเมริกัน EWF (Earth, Wind & Fire) ได้รวมทีมนักดนตรีมือฉมังเข้ากับแนวดนตรีที่หลากหลาย และจิตวิญญาณแห่งทศวรรษ 70 “ผมอยากสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” มัวริซ กล่าว “แม้เราจะเป็นนักดนตรีแจ๊ซ แต่เราก็เล่นทั้งโซล ฟังค์ กอสเปล บลูส์ แจ๊ซ ร็อค และแดนซ์ ซึ่งในที่สุดแล้วก็กลายมาเป็นดนตรีป๊อบ เราทดลองกันมาเกือบ 10 ปี ด้วยการเปิดใจให้กว้างและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ผมอยากจะส่งความรักและสันติภาพผ่านไปทางเพลงของเรา โดยไม่เป็นการยัดเยียดให้คนฟังจนเกินไป”

มัวริซเกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ในเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี่ เขาเติบโตมากับวัฒนธรรมดนตรีที่หลากหลาย ทั้งแจ๊ซ กอสเปล อาร์แอนด์บี บลูส์ และดนตรีร็อคยุคแรก แนวดนตรีเหล่านี้มีความสำคัญในการสร้างสรรค์เพลงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา ในวัย 6 ขวบ เขาเริ่มร้องเพลงในโบสถ์ ก่อนจะเริ่มสนใจเล่นกลอง และรับจ้างตีกลองตั้งแต่ยังเรียนอยู่มัธยมปลาย การแสดงในฐานะนักดนตรีมืออาชีพครั้งแรกของเขาคือการเล่นร่วมกับบุคเกอร์ ที โจนส์ (Booker T. Jones) ก่อนจะมาโด่งดังภายใต้ชื่อ บุคเกอร์ ที แอนด์ ดิ เอ็มจีส์ (Booker T and the MFs)

หลังเรียนจบมัธยมปลาย มัวริซย้ายไปอยู่ชิคาโก้และศึกษาต่อด้านดนตรีที่โรงเรียนสอนดนตรีแห่งชิคาโก้อันมีชื่อเสียง ระหว่างเรียนที่โรงเรียนนี้เขาก็ยังคงเล่นดนตรีในตำแหน่งมือกลอง จนกระทั่งได้เป็นมือเพอร์คัสชั่นประจำที่สตูดิโอของเชส เรคคอร์ดส (Chess Records) ที่นั่นมัวริซได้มีโอกาสเล่นดนตรีกับศิลปินชื่อดังอย่าง เอตต้า เจมส์ (Etta James), ฟอนเทลลา แบส (Fontella Bass), บิลลี่ สจ๊วต (Billy Stewart), วิลลี่ ดิกซ์สัน (Willie Dixon), ซอนนี่ สติทต์และแรมซี่ ลูอิส (Sonny Stitt and Ramsey Lewis) ซึ่งมัวริสได้เข้าร่วมวงของลูอิสเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2510 “แรมซี่สอนให้ผมมองดนตรีมากกว่าแค่ความเป็นดนตรี” เขากล่าว “ผมได้เรียนรู้การแสดงดนตรี โดยเฉพาะการแสดงบนเวที” มัวริซได้เรียนรู้การเล่นธัมบ์เปียโนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็กจากแอฟริกาที่เรียกว่าคาริมบ้า และเครื่องดนตรีชิ้นนี้ก็ได้กลายมาเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญในเพลงของเขาในเวลาต่อมา

ในปีพ.ศ. 2512 มัวริซออกจากวงของแรมซี่ ลูอิส และร่วมกับเพื่อนอีก 2 คนตั้งทีมนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณาภายใต้ชื่อ “Salty Peppers” เพื่อนจากชิคาโก้ 2 คนนั้นคือ เวด เฟลมอนส์ (Wade Flemons) และ ดอน ไวท์เฮด (Don Whitehead) โดยมัวริซรับหน้าที่ร้องนำ เพอร์คัสชั่น และคาริมบ้า พวกเขาได้เซ็นสัญญากับค่ายแคปิตอล และมีเพลงฮิตอย่าง “La La Time”
 
หลังจากย้ายไปอยู่ลอสแองเจลลิส และเซ็นสัญญาใหม่กับวอร์เนอร์บราเธอร์ มัวริซได้เปลี่ยนชื่อวงเป็น Earth, Wind & Fire (เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์) ตามชื่อธาตุทั้ง 3 ในราศีเกิดของเขา ชื่อวงใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงการนำแนวคิดเชิงจิตวิญญาณเข้ามาใช้กับดนตรีของเขา ตั้งแต่ขั้นตอนการแต่งเพลง การเล่นดนตรี การบันทึกเสียง และการแสดง นอกจากสมาชิกดั้งเดิมอันได้แก่ ไวท์ (White), เฟลมอนส์ (Flemons) และไวท์เฮด (Whitehead) มัวริซได้เพิ่มไมเคิล บีล (Michael Beal) ในตำแหน่งกีตาร์, ทีมเครื่องเป่าที่ประกอบไปด้วย เลสลีย์ เดรย์ตัน (Leslie Drayton), เชสเตอร์ วอชิงตัน (Chester Washington) และ อเล็กซ์ โธมัส (Alex Thomas), เชอร์รี่ สก็อตต์ (Sherry Scott) ในตำแหน่งนักร้อง, ฟิลลาร์ด วิลเลียมส์ (Phillard Williams) ตำแหน่งเพอร์คัชชั่น และเวอร์ดีน (Verdine) น้องชายของมัวริซเอง ในตำแหน่งมือเบส

Earth, Wind & Fire ออกอัลบั้ม 2 ชุดกับวอร์เนอร์บราเธอร์ส คือ Earth, Wind And Fire ในปีพ.ศ. 2513 และ เดอะ นีด ออฟ เลิฟ (The Need of Love) ที่มีเพลงฮิต “ไอ ธิงค์ อเบาท์ เลิฟวิ่น’ ยู” (I Think About Lovin’ You) ที่ขึ้นถึงท็อป 40 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี และในปีนั้นเองพวกเขาก็ได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “สวีต สวีตแบ็กส์ แบดแอสสสสส ซอง” (Sweet Sweetback's Baadasssss Song) ด้วย
 
ในปีพ.ศ. 2515 มัวริซยุบวง EWF เหลือแค่ตัวเขาและเวอร์ดีน ไวท์ น้องชาย และรับสมาชิกใหม่ได้แก่ เจสซิกา คลีฟส์ (Jessica Cleaves) ในตำแหน่งร้องนำ (อดีตสมาชิกวงอาร์แอนด์ เดอะ เฟรนด์ส ออฟ ดิสติงชั่น (The Friends of Distinction), รอนนี ลอว์ส (Ronnie Laws) ขลุ่ยและแซกโซโฟน, โรแลนด์ บัวทิสต้า (Roland Bautista) กีตาร์, แลร์รี ดันน์ (Larry Dunn) คีย์บอร์ด, ราล์ฟ จอห์นสัน (Ralph Johnson) เพอร์คัชชั่น และ ฟิลลิป เบลีย์ (Philip Bailey) อดีตนักร้องนำวงเฟรนด์ส แอนด์ เลิฟ (Friends & Love) มัวริซผิดหวังกับวอร์เนอร์บราเธอร์ส ซึ่งเซ็นสัญญากับพวกเขาในฐานะวงดนตรีแจ๊ซ ขณะที่มัวริซอยากผสมผสานแจ๊ซเข้ากับร็อคและโซล เพื่อให้เกิดแนวเพลงที่หลากหลายอย่างแท้จริง
 
หลังจากการแสดงที่ร็อคเกอเฟลเลอร์เซ็นเตอร์ในนิวยอร์ค EWF ได้รู้จักกับ ไคล์ฟ เดวิส (Clive Davis) ประธานค่ายเพลงโคลัมเบียเรคคอร์ส เดวิสชื่นชอบการแสดงของพวกเขาและซื้อสัญญาของวงจากวอร์เนอร์บราเธอร์ส พวกเขาออกอัลบั้ม “ลาสท์ เดย์ส แอนด์ ไทม์” (Last Days And Time) กับโคลัมเบีย ในปีพ.ศ. 2515 และเริ่มสร้างชื่อเสียงในเรื่องความสร้างสรรค์ของดนตรีและการแสดงสดที่น่าตื่นเต้นราวกับการแสดงมายากล ทั้งเปียโนที่ลอยลงมาจากเพดาน กลองชุดที่หมุนไปรอบๆ และนักร้องที่อยู่ๆ ก็อันตรธานหายไปจากเวที การแสดงเหล่านี้สร้างสรรค์โดยดั๊ก เฮนนิง (Doug Henning) และเดวิด คอปเปอร์ฟิล์ด (David Copperfield) ผู้ช่วยหนุ่มที่ยังไม่มีชื่อเสียง อัลบั้มแผ่นเสียงทองคำอัลบั้มแรกของพวกเขาคือ “เฮด ทู เดอะ สกาย” (Head To The Sky) ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 27 ชาร์ตเพลงป๊อบในปีพ.ศ. 2516 และมีเพลงฮิตอย่าง “อีวิล” (Evil) และ “เฮด ทู เดอะ สกาย” ตามชื่ออัลบั้ม ขณะที่อัลบั้มระดับแพลตตินั่มชุดแรกของพวกเขาคือ “โอเพน อาวเออร์ อายส์” (Open Our Eyes) ที่เอาเพลงของกอสเปล เคลฟส์ (Gospel Clefs) มาทำใหม่ และมีเพลงฮิตอย่าง “ไมตี้ ไมตี้” (Mighty Mighty) (อันดับ 4 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี) และ “คาลิมบ้า สตอรี่” (Kalimba Story) (อันดับ 6 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี)



Ticket Information

สถานที่แสดง

รอบการแสดง


วันแสดง
เวลาแสดง
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555 
20.30 น.

ประตูเปิด

19.30 น.

วันจำหน่ายบัตร

ตั้งแต่  11 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป

ช่องทางการจัดจำหน่าย

บัตรราคา

4,000 บาท
3,000 บาท
2,000 บาท

ผังที่นั่ง

หมายเหตุ



มัวริซได้กลับไปร่วมงานกับแรมซี่ ลูอิสอีกครั้งในอัลบั้ม “ซัน กอดเดส” (Sun Goddess) ที่ลูอิซออกกับโคลัมเบียเมื่อปีพ.ศ. 2517 เพลง “ซัน กอดเดส” ถูกตัดเป็นซิงเกิลภายใต้ชื่อ แรมซี่ ลูอิส และ เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ และขึ้นถึงอันดับ 20 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี อัลบั้มชุดนี้ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำและถึงขึ้นอันดับ 12 ชาร์ตเพลงป็อปในปีพ.ศ. 1975 นอกจากนี้มัวริซยังไปร่วมแจมในอัลบั้ม “เวด อิน เดอะ วอเตอร์” (Wade In The Water) ของลูอิสที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเพลง เวด อิน เดอะ วอเตอร์ ก็ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 3 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บีในปีพ.ศ. 2519
 
แรงบันดาลใจของ "ไชนิ่ง สตาร์” (Shining Star) อีกหนึ่งเพลงฮิตของ EWF เกิดขึ้นระหว่างมัวริซออกไปเดินเล่นและมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว เพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'That's The Way Of The World' ด้วย "ไชนิ่ง สตาร์” ขึ้นถึงอันดับ 1 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี 2 สัปดาห์ และอันดับ 1 ชาร์ตเพลงป็อปในปี พ.ศ. 2518 เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มแพลตตินั่ม “เด๊ดส์ เดอะ เวย์ ออฟ เดอะ เวิล์ด” (That's The Way Of The World) ซึ่งครองอันดับหนึ่ง 3 สัปดาห์และทำให้พวกเขาคว้ารางวัลแกรมมี่รางวัลแรกของวง เพลงดังๆ ในอัลบั้มนี้ได้แก่ “เด๊ดส์ เดอะ เวย์ ออฟ เดอะ เวิล์ด” ที่ขึ้นถึงอันดับ 5 ชาร์ตอาร์แอนด์บี และเพลงสุดฮิตตลอดกาล "รีซั่นส์” (Reasons)
 
อัลบั้มต่อมาคือ “Gratitude” (เกรติจูด) อีกหนึ่งอัลบั้มแพลตตินั่มของ EWF ที่ครองอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงป็อปกว่า 3 สัปดาห์ในปีพ.ศ. 2518 และมีเพลงดังอย่าง “ซิงอะซอง” (Singasong) (อันดับ 1 ชาร์ตอาร์แอนด์บี 2 สัปดาห์และชาร์ตเพลงป็อป 5 สัปดาห์), "ค้าน ไฮด์ เลิฟ” (Can't Hide Love) (อันดับ 11 ชาร์ตอาร์แอนด์บี), "เซเลเบร็ต” (Celebrate), "เกรติจูด” (Gratitude), และ "รีซั่นส์” (Reasons) เวอร์ชั่นแสดงสด ในปีพ.ศ. 2519 มัวริซตัดสินใจทำอัลบั้มเพลงแนวสปิริตช่วลหรือจิตวิญญาณ (spiritual) อัลบั้ม “สปิริต” (Spirit) ขึ้นถึงอันดับ 2 ชาร์ตเพลงป๊อบกว่า 2 สัปดาห์ ในขณะที่เพลง "เก็ตอะเวย์” (Getaway) และ "แซทเทอร์เดย์ ไนท์” (Saturday Nite) ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี อัลบั้มนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของ EWF น่าเสียดายที่มันเป็นงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของโปรดิวเซอร์ ชาร์ลส์ สเต็ปนีย์ (Charles Stepney) เมื่อเขาเสียชีวิตในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2519 ด้วยวัยเพียง 45 ปี นอกจากจะเป็นผู้เรียบเรียงเพลง โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง และนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิดของค่ายเพลงเชสส์ เรคคอร์ดส์ แล้ว ชาร์ลส์ยังเป็นกำลังสำคัญในการร่วมทำงานเพลงกับมัวริซและ EWF ด้วย 

อัลบั้มแพลตตินั่มชุดต่อมาของวงคือ “ออลล์ แอนด์ ออลล์” (All 'N All) ที่ขึ้นถึงอันดับ 3 ชาร์ตเพลงป๊อบในปีพ.ศ. 2520 และคว้า 3 รางวัลแกรมมี่ เพลงดังของอัลบั้มนี้คือ "เซอร์แพนไทน์ ไฟร์” (Serpentine Fire) (อันดับหนึ่งชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บีเป็นเวลา 7 สัปดาห์) และ "แฟนตาซี” (Fantasy) ทีมเครื่องเป่าของอัลบั้มนี้คือกลุ่มศิลปินระดับตำนาน “ฟีนิกซ์ ฮอร์นส์” (Phenix Horns) ซึ่งได้กลายมาเป็นส่วนเติมเต็มสำคัญของดนตรีในแบบ Earth, Wind & Fire

ระหว่างนั้น มัวริซยังได้ไปโปรดิวซ์งานเพลงให้ศิลปินอื่นๆ อย่าง ดิ อีโมชั่นส์ (The Emotions) อัลบั้ม Flowers และ Rejoice ที่มีเพลงฮิตอันดับหนึ่งอย่าง “Best Of My Love” และเดนีซ วิลเลี่ยมส์ (Deniece Williams) อัลบั้ม This Is Niecy และในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 มัวริซได้เปิดค่ายเพลง ARC ภายใต้โคลัมเบียเรคคอร์ดสอีกด้วย

ปีพ.ศ. 2521 EWF ออกอัลบั้มรวมฮิต เดอะ เบสต์ ออฟ เอิร์ธ, วินด์ แอนด์ ไฟร์, วอลลุ่ม วัน (The Best Of Earth, Wind & Fire, Vol. I) ที่มีหนึ่งในเพลงสุดฮิตของวงอย่าง "เซ็ปเท็มเบอร์” (September) ที่ขึ้นถึงอันดับหนึ่งชาร์ตอาร์แอนด์บี และเพลงคัฟเวอร์ "ก็อต ทู เก็ต ยู อินทู มาย ไลฟ์” (Got To Get You Into My Life) ของ เดอะ บีทเทิ้ลส์ (The Beatles) รวมอยู่ด้วย เพลงหลังนี้ขึ้นถึงอันดับ 1 ชาร์ตอาร์แอนด์บีและอันดับ 9 ชาร์ตเพลงป็อป และยังเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ 'Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band' ด้วย

นอกจากโด่งดังในเรื่องของเพลงฮิตแล้ว การแสดงสดของ EWF ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง บัตรคอนเสิร์ตของพวกเขาขายหมดอย่างรวดเร็ว EWF ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงสดที่ทรงพลัง ตื่นเต้น สนุกสนาน เครื่องแต่งกายที่จัดเต็ม แสงสีเสียงอลังการ และฝีมือการเล่นดนตรีที่สุดยอด บางครั้งก็มีการแสดงมายากลแทรกระหว่างการแสดงดนตรีด้วย นอกจากนี้ Earth, Wind & Fire ยังเป็นวงดนตรีที่ให้ความสำคัญกับความรักและสันติภาพ ซึ่งแสดงออกมาผ่านทั้งดนตรีและความคิดของพวกเขา “เราอยู่ในสังคมที่มองโลกในแง่ร้าย มัวริซให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Newsweek “คนส่วนมากมองไม่เห็นความงดงามและความรักบนโลกใบนี้ ผมมองว่าเพลงของเราเป็นเหมือนยารักษาสังคม”

อัลบั้มระดับแพลตตินั่มหลายรางวัล ไอ แอม (I Am) ขึ้นถึงอันดับสามชาร์ตเพลงป๊อบในปีพ.ศ. 2522 ด้วยความโด่งดังของเพลง "บู๊กกี้ วันเดอร์แลนด์” (Boogie Wonderland) ที่แจมกับ The Emotions และมียอดขายระดับล้านก็อปปี้ และเพลงบัลลาดสุดฮิต "อาฟเตอร์ เดอะ เลิฟ เฮส กอน” (After The Love Has Gone) ที่แต่งโดย David Foster (เดวิด ฟอสเตอร์), Jay Graydon (เจย์ เกรย์ดอน) และ Bill Champlin (บิล แชมปลิน) ที่ครองอันดับสองทั้งชาร์ตอาร์แอนด์บีและป็อปกว่า 2 สัปดาห์ อัลบั้มต่อมา เฟสเซส (Faces) ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 10 ชาร์ตเพลงป็อปในปีพ.ศ. 2523 และขึ้นเป็นอัลบั้มแผ่นเสียงทองคำด้วยเพลงดัง "เล็ต มี ทอล์ก” (Let Me Talk) อันดับ 8 ชาร์ตอาร์แอนด์บี, "ยู” (You) อันดับ 10 ชาร์ตอาร์แอนด์บี และ "แอนด์ เลิฟ โกส์ ออน” (And Love Goes On)

เพลง "เล็ตส์ กรูฟ” (Let's Groove) ที่ร่วมแต่งกับ The Emotion มียอดขายกว่าล้านแผ่น และทำให้ EWF กลับมาโด่งดังอีกครั้ง เพลงนี้ครองอันดับ 1 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บี 8 สัปดาห์และอันดับ 3 ชาร์ตเพลงป๊อบ และทำให้อัลบั้ม ไรซ์! (Raise!) กลายเป็นอัลบั้มระดับแพลตตินั่ม (ขึ้นถึงอันดับ 5 ชาร์ตเพลงป๊อบในปีพ.ศ. 2524) อัลบั้มแผ่นเสียงทองคำถัดมาของพวกเขาคือ พาวเวอร์ไลท์ (Powerlight) ที่ขึ้นถึงอันดับ 12 ชาร์ตเพลงป๊อบในปีพ.ศ. 2526 และมีเพลงฮิต "ฟอลล์ อิน เลิฟ วิธ มี” (Fall In Love With Me) ที่ติดท็อป 10 ชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บีและได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ด้วย ในขณะที่อัลบั้มต่อมา อีเล็คทริค ยูนิเวิร์ส (Electric Universe) ในปีพ.ศ. 2526 ขึ้นถึงอันดับ 40 ในชาร์ตเพลงป็อป

ปีพ.ศ. 2526 มัวริซและ EWF ตัดสินใจหยุดทำเพลงชั่วคราว ระหว่างนั้นมัวริซได้ออกอัลบั้มเดี่ยวในชื่อ มัวริซ ไวท์ (Maurice White) และไปเป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินหลายคน ทั้ง นีล ไดมอนด์ (Neal Diamond), บาร์บรา สไตร์แซนด์ (Barbra Streisand) และ เจนนิเฟอร์ ฮอลลิเดย์ (Jennifer Holliday) ปีพ.ศ. 2530 EWF กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม ทัช เดอะ เวิล์ด (Touch The World) และส่งเพลง "ซิสเต็ม ออฟ เซอร์ไวเวอร์” (System of Survival) ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ตอาร์แอนด์บี ก่อนที่วงจะออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกเป็นเวลา 9 เดือน และออกอัลบั้มชุดใหม่ เดอะ เบสต์ ออฟ เอิร์ธ, วินด์ แอนด์ ไฟร์ วอลลุ่ม ทู (The Best Of Earth, Wind & Fire, Vol. II) ในปีพ.ศ. 2531

ปีพ.ศ. 2533 EWF ออกอัลบั้ม แฮริเทจ (Heritage) และอีก 2 ปีต่อมาพวกเขาออกอัลบั้ม ดิ อีเทอร์นัล แดนซ์ (The Eternal Dance) อัลบั้มรวม 55 เพลงดังที่บ่งบอกประวัติศาสตร์อันยาวนานของวง แต่การพักวงเป็นเวลานานและกลับมาพร้อมอัลบั้มรวมฮิตเช่นนี้ ทำให้หลายคนคิดว่า EWF กำลังจะยุบวง แต่แล้วในปีพ.ศ. 2536 พวกเขาก็ออกอัลบั้มใหม่ชื่อ มิลเลนเนียม (Millennium) โดยมี 2 เพลงดัง "ซันเดย์ มอร์นิ่ง” (Sunday Morning) ที่ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ และ "สปีด เดอะ ไนท์” (Spend The Night)
Earth, Wind & Fire ยังคงสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปีพ.ศ. 2539 พวกเขาออกอัลบั้มใหม่อีก 2 ชุด อวาตาร์ (Avatar) และ เกรทเตสต์ ฮิตส์ ไลฟ์ (Greatest Hits Live) ตามด้วย อิน เดอะ เนม ออฟ เลิฟ (In The Name Of Love) ในปีพ.ศ. 2540 และ That's The Way Of The World: Alive In '75; Live In Rio ในปีพ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต “I Am World Tour” เมื่อปีพ.ศ. 2522 ต่อมาในปีพ.ศ. 2546 เพลง “โฮล์ด มี” (Hold Me) จากอัลบั้ม เดอะ พรอมิส (The Promise) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ และในปีพ.ศ. 2548 เพลง "โชว์ มี เดอะ เวย์” (Show Me The Way) จากอัลบั้ม อิลลูมิเนชั่น (Illumination) ก็ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่อีกครั้ง

ในปี พ.ศ. 2543 สมาชิกดั้งเดิม 9 คนจากยุคทศวรรษที่ 70 ของ Earth, Wind & Fire ได้มารวมตัวกันเฉพาะกิจเนื่องในโอกาสที่พวกเขาได้รับเกียรติบันทึกชื่อใน The Rock And Roll Hall Of Fame ก่อนที่ปีถัดมาจะมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับวงที่บันทึกภาพประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยาก พร้อมบทสัมภาษณ์สมาชิกวงอย่างละเอียดในชื่อ ‘Earth, Wind & Fire: Shining Stars’ ออกมา

แม้ว่ามัวริซจะไม่ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับวงแล้ว แต่เขายังคงเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของวงที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังในฐานะนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ มัวริซกล่าวว่า “ผมอยากสร้างสรรค์ห้องสมุดดนตรีที่จะคงอยู่ตลอดไป ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ตาม ‘จิตวิญญาณแห่งจักรวาล’ คือองค์ประกอบสำคัญในดนตรีของเรา การเปิดใจให้กว้างและยกระดับจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่สำคัญมากในปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่ผู้คนต่างมองหาสิ่งใหม่ๆ ผมหวังว่าดนตรีของเราจะช่วยสร้างกำลังใจและสันติภาพให้กับผู้คนบนโลกใบนี้”