ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ จำกัด

HOME | CONCERT | Elton John And His Band Live in Bangkok 2012

Elton John And His Band Live in Bangkok 2012

- - - Elton John And His Band Live in Bangkok 2012 / วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2555 / อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี + + +

“เอลตัน จอห์น” ฉลอง 40 ปี “เดอะ ร็อคเก็ตแมน”
เตรียมทัวร์คอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่พร้อมวง
สิงห์จัดให้แฟนชาวไทย 13 ธ.ค.นี้ ที่อิมแพค อารีน่า

เพื่อเป็นการฉลอง 40 ปีแห่งความสำเร็จของบทเพลง “ร็อคเก็ต แมน” สุดยอดไอคอนแห่งวงการเพลงผู้เป็นทั้ง นักร้อง นักแต่งเพลง นักเปียโน และนักประพันธ์ เอลตัน จอห์น เตรียมออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกพร้อมกับวงดนตรีของเขา และสำหรับแฟนเพลงชาวไทย คอนเสิร์ต "สิงห์ คอร์เปอเรชั่น พรีเซ้นส์ เอลตัน จอห์น แอนด์ ฮิส แบนด์ ไลฟ์ อิน แบงคอก 2012 - 40 แอนนิเวอซารี่ ออฟ เดอะ ร็อคเกต แมน" (Singha Corporation Presents Elton John and His Band Live in Bangkok 2012 – 40th Anniversary of the Rocket Man) จะมีขึ้นในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดการจำหน่ายบัตรได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา www.thaiticketmajor.com

กว่า 40 ปีแล้วที่ เอลตัน จอห์น เปิดตัวเพลงร็อคเก็ต แมน (Rocket Man I Think It’s Going To Be A Long Long Time) ในเดือนเมษายน 1972 และส่งเพลงนี้ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงอย่างยาวพร้อมได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก เพลงนี้ไต่ขึ้นอันดับ 2 ของยูเคชาร์ตวันที่ 22 เมษายน แล้วอยู่ในชาร์ตนาน 13 สัปดาห์ ในสหรัฐอเมริกา เพลงนี้ติดบิลบอร์ดชาร์ตวันที่ 6 พฤษภาคม และติดอยู่บนชาร์ตนาน 15 สัปดาห์ และถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของเสียงเพลงของเอลตัน จอห์นทั้งในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

เส้นทางสายดนตรีของเอลตันยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ เขาถือเป็นหนึ่งในศิลปินเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งของวงการ มีผลงานกว่า 35 อัลบั้มโกลด์และอีก 25 อัลบั้มแพลตตินัม และส่ง 29 เพลงขึ้นอันดับหนึ่งของ ยูเอส ท็อป 40 ชาร์ต อย่างต่อเนื่อง มียอดขายรวม 250 ล้านแผ่นทั่วโลก และครองสถิติเพลงที่มียอดขายสูงสุด 37 ล้านก็อปปี้ในเพลง แคนเดิล อิน เดอะ วิน (Candle in the Wind ’97) เขาเริ่มทำงานในวงการดนตรีตั้งแต่ปี 1969 และจัดแสดงคอนเสิร์ตกว่า 3,000 ครั้ง

พลาดไม่ได้! กับคอนเสิร์ต สิงห์ คอร์เปอเรชั่น พรีเซ้นส์ เอลตัน จอห์น แอนด์ ฮิส แบนด์ ไลฟ์ อิน แบงคอก 2012 – 40 แอนนิเวอร์ซารี่ ออฟ เดอะ ร็อคเกต แมน ซึ่งจะมีขึ้นใน วันที่ 13 ธ.ค.นี้ ที่อารีน่า เมืองทองธานี บัตรราคา 2,000 / 3,000 / 4,000 / 5,000 บาทและ โกลด์แพ็คเกจ 6,000 บาท สามารถซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา ไปรษณีย์ไทย 52 สาขา กรุงเทพฯ และปริมณฑล จุดจำหน่ายตั๋วของเมเจอร์ และอีจีวี สอบถามส่วนลด โปรโมชั่น และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-262-3838 หรือ www.thaiticketmajor.com หรือ www.bectero.com หรือ www.facebook.com/bectero และ เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเอลตัน จอห์น: www.eltonjohn.com

และนี่คืออีกหนึ่งโปรดักชั่นคุณภาพของ
บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์

ข้อมูลศิลปิน เอลตัน จอห์น

เอลตัน จอห์น (Elton John) เคยเข้าเรียนที่ รอยัล อเคดามี ออฟ มิวสิค ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชื่อจริงของเขาคือ เรจินัลด์ เคนเน็ธ ดไวท์ (Reginald Kenneth Dwight) เขาออกจากโรงเรียนในปี 1947 และเริ่มต้นการทำงานในแวดวงดนตรีทันที เขาตั้งวงดนตรีวงแรกชื่อ Bluesology ในปี 1961 และเปลี่ยนชื่อใหม่ตามชื่อมือแซกโซโฟนของวง เอลตัน ดีน (Elton Dean) และนักร้องนำ ลอง จอห์น บัลดรี (Long Jonn Baldry) เอลตัน จอห์น พบกับ เบอร์นี เทาปิน (Bernie Taupin) ในปี 1967 โดยการแนะนำของ เรย์ วิลเลียมส์ (Ray Williams) ที่ค่ายเพลงลิเบอร์ตี้เรคคอร์ดส สิ่งที่น่าทึ่งคือการแต่งเพลงครั้งแรกของพวกเขาเป็นการทำงานร่วมกันผ่านทางจดหมาย ต่อมาในปี 1968 ทั้งสองรับหน้าที่แต่งเพลงให้ค่าย DJM ของดิก เจมส์ (Dick James) และได้แต่งเพลงให้ศิลปินป๊อบชื่อดังมากมาย

ความยอดเยี่ยมของคู่หูแต่งเพลงเอลตันและเบอร์นีเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่แรก เมื่อเอลตันออกอัลบั้มชุดแรกที่ตั้งตามชื่อของเขาและมีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง Your Song ที่เขาแจ้งเกิดในระดับนานาชาติเมื่อปี 1970 ทั้งคู่ก็เข้าขากันถึงขนาดที่ทันที่ที่เบอร์นีส่งเนื้อเพลงให้เอลตัน เขาสามารถแต่งทำนองและเรียบเรียงจนเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ช่วงปี 1970-76 ทั้งคู่ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ กัส ดัดเจี้ยน (Gus Dudgeon) และผลิตผลงานออกมา 14 อัลบั้ม ได้แก่ Elton John, Tumbleweed Connection, Madman Across The Water, Honky Chateau, Don't Shoot Me, I'm Only The Piano Player, Goodbye Yellow Brick Road และ Caribou and Captain Fantastic And The Brown Dirt Cowboy ในจำนวนนี้ Captain Fantastic and the Brown Dirt Cowboy เป็นอัลบั้มแรกที่ไต่ขึ้นอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงบิลบอร์ด ในขณะที่ Goodbye Yellow Brick Road มีเพลงขึ้นถึงอันดับหนึ่งในอเมริกาหลายเพลงและติดอยู่ในท็อป 100 นานกว่า 2 เดือน และกลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มคลาสสิคตลอดกาล

ปี 1974 เอลตันได้ไปร่วมงานกับ จอห์น เลนนอน ในเพลง Whatever Gets You Through The Night และในปีเดียวกันนั้น เลนนอนได้มาร่วมแสดงคอนเสิร์ตกับเขาที่เมดิสันสแควร์การ์เดน นิวยอร์ค เอลตันมักจะบอกว่านี่เป็นคอนเสิร์ตที่เขาประทับใจมากที่สุดในชีวิต และเป็นการแสดงสดครั้งสุดท้ายของจอห์น เลนนอนด้วย

ช่วงปลายยุค 1970’s เอลตันและเบอร์นีพักการทำงานร่วมกันชั่วคราว เอลตันได้ไปร่วมงานกับนักแต่งเพลงคนอื่นๆ เขาแต่ง A Single Man ร่วมกับ แกรี่ ออสบอร์น (Gary Osborne) ปี 1977 เขาร่วมกับ ธอม เบลล์ (Thom Bell) โปรดิวเซอร์ของ Philly Soul แต่งเพลง Are You Ready For Love ซึ่งต่อมาในปี 2003 เพลงนี้ได้ถูกนำออกมาขายอีกครั้งหลังจากกลับมาโด่งดังในแวดวงดีเจ และขึ้นถึงอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงในอังกฤษ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอสำหรับงานเพลงของเอลตัน นอกจากนี้เพลงของเขายังถูกนำไปใช้ในแวดวงต่างๆ ผู้กำกับชื่อดัง

คาเมรอน โครว์ ทำให้เพลง Tiny Dancer เป็นอมตะในภาพยนตร์เรื่อง Almost Famous และต่อมาได้นำเพลง My Father's Gun (จากอัลบั้ม Tumbleweed Connection ในปี 1970) ไปประกอบ Elizabethtown ภาพยนตร์อีกเรื่องเขา แร็ปเปอร์ชื่อดัง เอมิเน็ม (Eminem) แซมเพลอร์เพลง Indian Sunset ที่เอลตันและเบอร์นีแต่งในปี 1970 ไปใส่ในเพลง Ghetto Gospel ที่เขาแต่งให้ทูแพ็ค (Tupac) และที่โด่งดังที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น Your Song เพลงรักสุดหวานที่นำมาร้องใหม่โดย ยวน แม็กเกรเกอร์ และ นิโคล คิดแมน ในภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge ของผู้กำกับแบซ เลอห์แมน

ปี 1980 เอลตันและเบอร์นีกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในอัลบั้ม 21 At 33 ที่ขึ้นถึงอันดับท็อปเท็นในชาร์ตเพลงได้อีกครั้ง ตามมาด้วยอัลบั้ม Jump Up! ที่มีเพลงฮิตอย่าง Blue Eyes และเพลงที่แต่งให้จอห์น เลนนอน อย่าง Empty Garden (Hey Hey Johnny) อัลบั้มต่อมา Too Low For Zero ยังคงความดังอย่างต่อเนื่อง อัลบั้มนี้มีสองเพลงที่เอลตัลมักจะหยิบมาแสดงสดอยู่บ่อยๆ นั่นคือ I Guess That's Why They Call It The Blues และ I'm Still Standing ซึ่งเป็นเพลงที่เล่าเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ที่เขาได้เผชิญมา

เอลตัน ก่อตั้งมูลนิธิ Elton John AIDS Foundation ในปี 1992 ที่สหรัฐอเมริกา และปี 1993 ที่สหราชอาณาจักร เขาบุกเบิกงานการกุศลนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และโรคแทรกซ้อนอื่นๆ จากการติดเชื้อเอดส์ ก่อนจะออกอัลบั้ม The One ซึ่งมียอดขายได้ระดับดับเบิลแพลตตินัมในปีถัดมา

ทศวรรษ 1990 เอลตันไปร่วมงานกับ ทิม ไรซ์ (Tim Rice) ในการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนชื่อดังของดิสนีย์ The Lion King ที่ไม่ได้แค่ทำให้เขาคว้าทั้งรางวัลแกรมมี่สาขานักร้องชายยอดเยี่ยมประเภทเพลงป็อบ แต่ยังทำให้เขาได้รางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกด้วย เขาได้ไปร่วมงานกับไรซ์อีกครั้งในการแต่งเพลงให้ละครเวที Aida ต่อมาในปี 2005 เขาร่วมกับลี ฮอลล์ (Lee Hall) แต่งเพลงประกอบละครเวที Billy Elliot The Musical ที่เปิดตัวในปี 2005 ที่ลอนดอน ไม่ใช่แค่ผู้ชมที่ชื่นชอบผลงานของเขาเท่านั้น แม้แต่นักวิจารณ์ที่เอาใจยากของทั้งอเมริกาและอังกฤษก็ยังประทับใจกับผลงานของเขาด้วย

ปลายทศวรรษที่ 1990 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสียของเอลตัน เมื่อเขาต้องสูญเสียเพื่อนรักไปพร้อมกันถึงสองคน ทั้งจานนี เวอร์ซาซี (Gianni Versace) แฟชั่นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง และเจ้าหญิงไดอาน่า มีศิลปินเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของเพลงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา เอลตันคือศิลปินคนนั้น ผู้คนนับล้านทั่วโลกรู้สึกเศร้าสลดเมื่อได้เห็นเอลตันนำเพลงที่เขาและเบอร์นีแต่งไว้มาเรียบเรียงใหม่เพื่ออุทิศให้เจ้าหญิงไดอาน่าผู้ล่วงลับกับเพลง Candle in the Wind 1997 และสามารถขายไปได้ถึง 33,000,000 แผ่น

ต่อมาในปี 1998 เอลตันได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 สำหรับ “ผลงานด้านดนตรีและงานการกุศลเพื่อสาธารณชน” และได้รับการขนานนามให้เป็น เซอร์ เอลตัน เฮอร์คิวลิส จอห์น (Sir Elton Hercules John, CBE)

เอลตันเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่อย่างยิ่งใหญ่ เขาออกเดินทางแสดงสดทั่วโลก บัตรคอนเสิร์ตจำหน่ายหมดแทบทุกครั้ง ปี 2004 เอลตันและวงของเขาเริ่มแสดงประจำในชื่อ The Red Piano ที่ซีซาร์พาเลสโคลิเซียมในลาสเวกัส โดยที่มีช่างภาพชื่อดัง เดวิด ลาชาเปลล์ (David LaChapelle) เป็นผู้ดูแลฝ่ายศิลป์ เดิมทีเขาจะเปิดแสดง 75 ครั้งในเวลา 3 ปี แต่ความต้องการของผู้ชมที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องเพิ่มรอบ เขาแสดงครบ 75 ครั้งในเวลาเพียง 18 เดือน และท้ายที่สุดเมื่อถึงเดือนเมษายน 2009 เขาก็ได้เปิดการแสดงไปทั้งหมด 241 รอบ ในปี 2008 ดีวีดีบันทึกการแสดง The Red Piano ออกจำหน่ายทั่วโลกและได้รับความนิยมอย่างสูง

สี่ทศวรรษหลังการเปิดตัวอัลบั้มแรกของเขา Empty Sky ในปี 1969 เอลตัน จอห์น ยังคงผลิตผลงานเพลงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ปี 2001 เขาออกอัลบั้ม Songs From The West Coast ที่มี I Want Love เป็นเพลงฮิต ปี 2005 เขาออกดีลักซ์อิดิชั่นอัลบั้ม Peachtree Road พร้อมกับ 3 เพลงใหม่ซึ่งเป็นเพลงดังจากละครเวที Billy Elliot The Musical หนึ่งในนั้นคือเพลงฮิต Electricity ปี 2002 เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต

กิตติมศักดิ์จากรอยัล อคาเดมี ออฟ มิวสิค และรางวัลนักดนตรีชายยอดเยี่ยมจากบริทอวอร์ดในปี 1991; ขึ้นทำเนียบ Rock 'n' Roll Hall of Fame ในปี 1994; คว้า 5 รางวัลแกรมมี่ระหว่างปี 1986-2000; รางวัลแกรมมี่

เลเจ้นด์ (Grammy Legend Award) ในปี 2001; รางวัล Kennedy Center Honor ในปี 2004 และ 11 รางวัล Ivor Novello ระหว่างปี 1973 ถึง 2000

กันยายน 2005 เอลตันฉลองครบรอบ 30 ปีของหนึ่งในอัลบั้มที่เขารักที่สุด Captain Fantastic and the Brown Dirt Cowboy ด้วยอัลบั้มดีลักซ์ที่รวมบันทึกการแสดงสดสุดพิเศษที่สหรัฐอเมริกานานกว่า 3 ชั่วโมงด้วย ปีเดียวกันนั้น เอลตันและเบอร์นีร่วมแต่งเพลงประกอบละครเวที Lestat ที่ดัดแปลงจากนวนิยายแวมไพร์ชื่อดังของแอนน์ ไรซ์ (Anne Rice) ละครเรื่องนี้เปิดการแสดงที่บรอดเวย์ในเดือนเมษายนปี 2006

ปี 2006 เอลตันออกอัลบั้มเชิงอัตชีวประวัติ The Captain & The Kid ที่เป็นเหมือนภาคต่อของ Captain Fantastic and the Brown Dirt Cowboy ในปี 2007 เขาออกอัลบั้มรวมฮิต Rocket Man - The Definitive Hits ที่รวบรวม 18 เพลงสุดคลาสสิคของเขา และในปีเดียวกันนั้น เอลตันได้นำผลงานเพลงของเขาทั้งหมดกว่า 500 เพลง (90 ซิงเกิลและ 32 อัลบั้ม) ออกมาให้ดาวน์โหลดได้อย่างถูกกฏหมาย

อัลบั้มรวมฮิต Rocket Man ถือเป็นการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 60 ปีของเอลตันในวันที่ 25 มีนาคม 2007 รวมทั้งทำลายสถิติด้วยการเปิดการแสดงคอนเสิร์ตเป็นครั้งที่ 60 ที่เมดิสันสแควร์การเด้น ในนิวยอร์ค และแน่นอนว่ายังไม่มีศิลปินคนใดทำสถิติได้ใกล้เคียงกับเขาเลย

เดือนพฤศจิกายน 2008 ละครเวที Billy Elliot the Musical เปิดการแสดงที่เอ็มไพร์เธียเตอร์ในบรอดเวย์ และประสบความสำเร็จอย่างสูง คว้าไป 10 รางวัลโทนี่อวอร์ดส์ในปี 2009 รวมถึงรางวัลละครเพลงยอดเยี่ยม Billy Elliot ได้ไปเปิดการแสดงที่ซิดนีย์และเมลเบิร์นในออสเตรเลีย ชิคาโก้และหลายเมืองในอเมริกา รวมทั้งโตรอนโต ประเทศแคนาดาในปี 2011 ด้วย ปี 2010 เอลตันจับมือกับ เดวิด เฟอร์นิช (David Furnish) ผลิตละครบรอดเวย์เรื่อง Next Fall

เอลตันเริ่มปี 2009 ด้วยคอนเสิร์ตฉลองปีใหม่ที่โอทูอารีน่า ที่กรุงลอนดอน ในปีนั้น เขาได้แสดงคอนเสิร์ตกว่า 92 ครั้ง ทั้งร่วมกับวงของตัวเอง หรือร่วมกับ บิลลี่ โจล (Billy Joel) และ เรย์ คูเปอร์ (Ray Cooper) หรือแสดงเดี่ยวในหลายประเทศอย่าง บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี เวเนซูเอล่า โคลัมเบีย เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา แคนาดา โครเอเชีย อิตาลี เยอรมนี โปรตุเกส อังกฤษ สวีเดน นอร์เวย์ สก็อตแลนด์ ไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน ฮอลแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ และเบลเยียม แต่ไฮไลท์ของปีต้องยกให้การหวนคืนสู่เวทีอีกครั้งของเรย์ คูเปอร์และเอลตันที่รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ สำหรับคอนเสิร์ตระดมทุนให้รอยัล อคาเดมี ออฟ มิวสิค

ปี 2010 เอลตันทัวร์คอนเสิร์ตกับ บิลลี่ โจล, เรย์ คูเปอร์ (Ray Cooper) และวงของเขาอันได้แก่ บ็อบ เบิร์ช (Bob Birch) (เบส), คิม บูลลาร์ด (Kim Bullard) (คีย์บอร์ด), เดวีย์ จอห์นสโตน (Davey Johnstone) (กีตาร์), จอห์น มาฮอน (John Mahon) (เพอคัสชั่น) และ ไนเจล โอลสัน (Nigel Olsson) (กลอง) เขาออกอัลบั้มใหม่ The Union ร่วมกับ ลีออง รัสเซลล์ (Leon Russell) และ เบอร์นี โดยมี ทีโบน เบอร์เน็ตต์ (T Bone Burnett) เป็นโปรดิวเซอร์ อัลบั้มนี้วางแผงในเดือนตุลาคมและโด่งดังอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เขาและลีออง รัสเซลล์ ได้ร่วมกันออกทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริการ่วมกับวงและนักดนตรีที่ร่วมบันทึกเสียงอัลบั้ม The Union นี้

เอลตันยังคงยึดมั่นในงานเพลงของตัวเองและทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง ปี 2011 เอลตันทัวร์คอนเสิร์ตในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ ทั้งในรูปแบบการแสดงเดี่ยวและร่วมกับวงของเขา ซึ่งมีสมาชิกใหม่เป็นคู่ดูโอ้จากโครเอเชีย 2CELLOS ด้วย เอลตันได้กลับไปแสดงที่โคลอสเซียม ซีซาร์ พาเลส ที่ลาสเวกัส ในการแสดงชุดใหม่ชื่อ The Million Dollar Piano ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์มากมาย และเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของเขากับมือเพอร์คัสชั่น เรย์ คูเปอร์ โดยจะเป็นการแสดงต่อเนื่องที่กินเวลาอย่างน้อย 3 ปี ปี 2012 เขากลับไปร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ทีโบน เบอร์เน็ตต์ ในอัลบั้ม The Diving Bell ที่จะออกมาในปี 2013 และทัวร์คอนเสิร์ต

ทั้งในอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ยุโรป เดือนกรกฎาคม 2012 เขาเปิดตัวเพลง Good Morning To The Night ที่ร่วมงานกับศิลปินเทคโนจากออสเตรเลีย Pnau การออกทัวร์ยุโรปในปีนี้ของเอลตันยังรวมถึงการแสดงครั้งยิ่งใหญ่ที่พระราชวังบักกิ้งแฮมในงานฉลองครองราชย์ครบ 60 ปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรด้วย



Ticket Information

สถานที่แสดง

รอบการแสดง


วันที่
เวลา
วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2555
20.30 น.

ประตูเปิด

19.00 น.

วันจำหน่ายบัตร

ตั้งแต่  20 ตุลาคม 2555 เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป

ช่องทางการจัดจำหน่าย

บัตรราคา

6,000 บาท โกลด์แพ็คเกจ
5,000 บาท
4,000 บาท
3,000 บาท
2,000 บาท


ผังที่นั่ง

หมายเหตุ


ประวัติโดยย่อ

เซอร์เอลตัน จอห์น (SIR ELTON HERCULES JOHN) (รับตำแหน่งอัศวินในปี 1988) เกิดที่พินเนอร์มิดเดิลเซกส์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1947 ชื่อเดิมคือ เรจินัลด์ เคนเน็ธ ดไวท์ (Reginald Kenneth Dwight) เป็นบุตรของสแตนลีย์ ดไวท์ (Stanley Dwight) และ ชีลา (Sheila Farebrother) (ปัจจุบันนามสกุล แฟร์บราเธอร์) มีชื่อในวงการคือ เอลตัน เฮอคิวลิส จอห์น

แต่งงานกับ เรเนท บลาเอล (Renate Blauel) ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1984 (หย่าจากกันเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 1988) จดทะเบียนสมรสกับเพศเดียวกันกับ เดวิด เฟอร์นิช (David Furnish) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2005 เป็นศิษย์เก่า รอยัล อเคดามี ออฟ มิวสิค (Royal Academy of Music) กรุงลอนดอน ระหว่างปี 1959-64

เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี เริ่มเล่นเปียโนในปี 1951 เข้าร่วมวงบลูโซโลจี (Bluesology) ระหว่างปี 1965-67 เริ่มทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกตั้งแต่ปี 1969 ทั้งในรูปแบบการแสดงเดี่ยวและร่วมกับวงของเขา

ผลงานภาพยนตร์ (แสดง): Tommy, 1975

ผลงานภาพยนตร์ (พากย์เสียง): The Lion King, 1994 และ The Road to El Dorado, 2000

ร่วมแสดงคอนเสิร์ต: Live Aid, 1985, Freddie Mercury Tribute concert, 1992, Live 8, 2005

ผลงานการประพันธ์: (ละครเวทีบรอดเวย์) The Lion King, 1998 (6 รางวัลโทนี่); Aida, 2000 (รางวัลโทนี่ สาขาสกอร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม); Lestat, 2006; (ละครเวทีเวสต์เอนด์) Billy Elliot the Musical, 2005 (รางวัลโอลิวิแยร์ สาขาละครเพลงยอดเยี่ยม)

ผลงานการประพันธ์: (อัลบั้ม) Empty Sky, 1969; Elton John, Tumbleweed Connection, 1970; 11.17.70, Friends, Madman Across The Water, 1971; Honky Chateau, 1972; Don't Shoot Me I'm Only the Piano Player, Goodbye Yellow Brick Road, 1973; Caribou, Greatest Hits, 1974; Captain Fantastic and the Brown Dirt Cowboy, Rock of the Westies, 1975; Here and There, Blue Moves, 1976; Greatest Hits Volume II, 1977; A Single Man, 1978; Victim of Love, 1979; 21 at 33, 1980; The Fox, 1981; Jump Up, 1982; Too Low for Zero, 1983; Breaking Hearts, 1984; Ice on Fire, 1985; Leather Jackets, 1986; Live in Australia, 1987; Reg Strikes Back, 1988; Sleeping With the Past, 1989; To Be Continued, 1990; The One, 1992; Duets, 1993; Made in England, 1995; Love Songs, 1996; The Big Picture, 1997; Elton John and Tim Rice's Aida, The Muse, 1999; One Night Only, 2000; Songs From the West Coast, 2001; Greatest Hits 1970 - 2002, 2002; Peachtree Road, 2004; The Captain & The Kid, 2006; Rocket Man- Number Ones, 2007; The Union, 2010

ผลงานการประพันธ์ (ภาพยนตร์): The Lion King, 1994 (ออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเพลง Can You Feel the Love Tonight?); The Road to El Dorado, 2000

ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสโมสรฟุตบอลวัตฟอร์ต (Watford Football Club) 1976-90 และประธานสโมสรตั้งแต่ปี 1990-ปัจจุบัน

ผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ Elton John AIDS Foundation ตั้งแต่ปี 1992

ผู้อุปถัมภ์: IAVI (International AIDS Vaccine Initiative), Terrence Higgins Trust, The Globe Theatre, Amnesty International, Scholarship Fund - Royal Academy of Music, ประธานมูลนิธิ - Old Vic Trust

รางวัล: บริทอวอร์ด สาขาศิลปินชายยอดเยี่ยม (สหราชอาณาจักร) ปี 1991, ขึ้นทำเนียบ Rock 'n' Roll Hall of Fame ในปี 1994; 5 รางวัลแกรมมี่ระหว่างปี 1986-2000; รางวัล Grammy Legend Award ปี 2001; รางวัล Kennedy Center Honor ปี 2004 และ 11 รางวัล Ivor Novello ระหว่างปี 1973 ถึง 2000

เกียรติยศ: เป็นศิลปินเพลงป๊อบชาวตะวันตกคนแรกที่ได้แสดงคอนเสิร์ตในสหภาพโซเวียต เคยแสดงต่อหน้าคนดูทั้งหมดกว่า 2 ล้านคนใน 4 ทวีปทั่วโลกระหว่างปี 1984-86 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Commander of the Order of the British Empire (CBE) ในปี 1996 ได้รับการสถาปนาเป็นอัศวินจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 1998 เป็นเจ้าของสถิติเพลงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ด้วยเพลง Candle In The Wind 1997 (ขายไปได้กว่า 33,000,000 ล้านแผ่นทั่วโลก) ในปี 1997 เมื่อปี 2002 ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากรอยัล อคาเดมี ออฟ มิวสิค และได้เข้าเป็นสมาชิก British Academy of Songwriters and Composers ในปี 2004

เอลตัน จอห์น และเบอร์นี เทาปิน ร่วมกันแต่งเพลงดังระดับโลกมากมาย รวมถึง Your Song, Rocket Man, Crocodile Rock, Daniel, Goodbye Yellow Brick Road, Candle In The Wind, Don't Let the Sun Go Down On Me, Philadelphia Freedom, Don't Go Breaking My Heart (ร้องคู่กับ Kiki Dee), Sorry Seems to be the Hardest Word, The Bitch Is Back, Song For Guy, I Guess That's Why The Call the Blues, I'm Still Standing, Nikita, Blue Eyes, Sacrifice, Circle of Life, Are You Ready For Love, I Want Love, Electricity

ประวัติเพลงร็อคเกตแมน (Rocket Man)ของเอลตัน จอห์น

เพลงร็อคเกตแมนแต่งโดยเอลตัน จอห์น และ เบอร์นี เทาปิน และถูกปล่อยออกมาในเดือนเมษายน 1972 ในสหราชอาณาจักรเพลงนี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบ “แมกซี่-ดิสก์” (maxi-disc) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในยุคนั้น ในหนึ่งแผ่นซีดีมี 3 เพลง ได้แก่ Rocket Man (จากอัลบั้ม Honky Chateau, ที่กำลังจะปล่อยตามออกมาในตอนนั้น), Holiday Inn และ Goodbye จากอัลบั้ม Madman Across The Water ของเขาในขณะนั้น from Elton's then current album ปกอัลบั้มเป็นแบบพิมพ์สี ในการเปิดตัว ค่าย DJM Records แถลงว่า 50,000 แผ่นแรกจะแถมมาด้วยปก mini-LP พร้อมเนื้อเพลงและรูปของเอลตัน จอห์น และ เบอร์นี เทาปิน

ค่ายทางฝั่งอเมริกาของเอลตันจงใจปล่อยเพลง Rocket Man พร้อมกับการทยานสู่ท้องฟ้าของยานอวกาศ Apollo 16 และโฆษณาว่า “ในเช้าของวันที่ 16 เมษายน 1972 ยานอวกาศApollo 16 เริ่มการโคจรรอบดวงจันทร์ แต่ก่อนหน้านี้สองสามวันค่าย Uni Records ปล่อยเพลงใหม่ของเอลตัน จอห์นให้โคจรรอบโลก สองการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่สร้างสถิติใหม่ทั้งคู่”

วันที่ 28 เมษายน 1972 เอลตัน และวงของเขาได้จัดการแสดงสดที่ Hofheinz Pavilion แห่ง University of Houston ในมลรัฐเทกซัส วันที่ 2 แห่งการทัวร์อเมริกา ก่อนการแสดง เจ้าของเพลง Rocket Man ได้พบกับหนุ่มนักบินอวกาศที่ Manned Space Centre ในฮิวสตัน เทคซัส ที่ซึ่ง Al Worden ผู้บังคับการของยานอวกาศ Apollo 15 พาเอลตัน จอห์น, ดี เมอร์เรย์, ไนเจล โอลสัน และ เดวีย์ จอห์นสโตนทัวร์รอบศูนย์บัญชาการใหญ่ของนาซ่า

ในเดือนเมษายนของปี 1972 เพลง Rocket Man ได้รับคำวิจารณ์ที่ยอดเยี่ยมจากทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก นิตยสาร USA Record World เขียนว่า “ขณะที่นักบินอวกาศกำลังท่องดวงจันทร์ เอลตัน จอห์นสำรวจขอบเขตความเป็นไปได้ของดนตรีป็อบ เพลงต้องดังระเบิด และถือว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดของเขาเลยทีเดียว” Melody Maker หนังสือพิมพ์ดนตรีของสหราชอาณาจักรเขียนว่า “เอลตันกลับมาพร้อมการเรียบเรียงแนวใหม่ที่ดีเยี่ยมในรูปแบบของแผ่นแมกซี่ และเพลงนี้ก็จะถูกบรรจุในอัลบั้มชุดใหม่ของเขาที่ชื่อ Honky Chateau”

ขณะที่นักข่าวของรายการ Disc ถึงกับสงบสติอารมณ์ไว้ไม่อยู่และบอกว่า “นี่คืองานชิ้นยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เอลตัน จอห์นเคยทำมา เหนือชั้นจริงๆ วงของเขาก็ยอดเยี่ยม เพลงดีมากๆ เนื้อเพลงของเบอร์นี เทาปินดีมาก ถ้าทั้งอัลบั้ม Honky Chateau จะเป็นแบบนี้ คุณคงต้องฟังทีละน้อย ไม่งั้นอาจเสียสติได้ หลังจากฟังไปสองครั้ง ผมก็มัวแต่ร้องตามจนลืมดูรายละเอียดเรี่องโครงสร้างของเพลง ผมกลายเป็นผู้บริโภค ไม่ใช่นักวิจารณ์ ผมบริโภคงานเพลงแบบดีได้ตลอด”

เพลงนี้ขึ้นชาร์ต UK ในวันที่ 22 เมษายน ไต่ถึงอันดับ 2 และติดอยู่บนชาร์ตนาน 13 สัปดาห์ ในฝั่งสหรัฐอเมริกาเพลงขึ้นบิลบอร์ดชาร์ตในวันที่ 6 พฤษภาคมในอันดับที่ 6 และติดชาร์ตนาน 15 สัปดาห์ และนี่คืออันดับสูงสุดที่เพลงของเอลตัน จอห์นเคยติดชาร์ตทั้งในสหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา

ทุกวันนี้เอลตันยังคงเล่นเพลง Rocket Man ในทุกการแสดงสดของเขา