การแข่งขัน พีทีที ไทยแลนด์ โอเพ่น นับเป็นการแข่งขันเทนนิสอาชีพชายระดับนานาชาติ ประจำปีของประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ในฐานะการแข่งขันเอทีพีที่ยิ่งใหญ่รายการหนึ่ง และจะมีขึ้น ณ กรุงเทพฯ อีกครั้ง ในวันที่ 25 กันยายนถึง 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
การแข่งขัน พีทีที ไทยแลนด์ โอเพ่น ได้มีโอกาสต้อนรับนักกีฬาชื่อดังระดับโลก ในวงการเทนนิสหลายคนมาแล้ว ในปี 2546 ด้วยกระแสภราดรฟีเวอร์ หลังจากที่นักเทนนิสไทยผู้นี้กลายเป็นนักเทนนิสเอเชีย คนแรกที่ติด 1 ใน 10 ของโลก รายการไทยแลนด์ โอเพ่น ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และถือได้ว่า ความตื่นเต้นและความสนใจที่มีต่อซูเปอร์ บอล นั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้การแข่งขันในปีแรกประสบความสำเร็จเช่นกัน
อย่างไรก็ดี รายการนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นภายในเวลาอันรวดเร็วว่า นี่ไม่ใช่เป็นเพียงรายการที่ภราดรได้ออกมาโชว์ฝีมือให้คนไทยได้ดูเท่านั้น ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา รายการไทยแลนด์ โอเพ่น ได้ต้อนรับนักกีฬาชื่อดังในวงการเทนนิสหลายต่อหลายคน เริ่มตั้งแต่ปี 2546 ปีแรกของการแข่งขัน สนามแข่งก็ร้อนระอุไปด้วยการนำทีมของ ฆวน การ์ลอส เฟร์เรโร มือวางอันดับ 1 ของโลกชาวสเปนในขณะนั้น ตามด้วยเพื่อนร่วมชาติมือหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลกอย่าง คาร์ลอส โมยา และ ภราดร ภราดรนั้นเข้าไปจนถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ท้ายที่สุด มือเสิร์ฟมหากาฬชาวอเมริกัน เทเลอร์ เดนท์ ก็คว้าแชมป์รายการนี้ไปครองด้วยการเอาชนะ เฟร์เรโร ไป 2 เซ็ตรวดในรอบชิงชนะเลิศครั้งแรก ส่วนคู่หูชาวอิสราเอล โจนาธาน เออร์ลิช และ แอนดี แรม ก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะประเภทคู่ครั้งแรกของรายการไป
ในปี 2547 รายการก็ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้น ทั้งจากจำนวนผู้ชมที่มากขึ้นรวมไปถึงการได้ มือวางอันดับ 1 และ 2 ของโลกในขณะนั้นอย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ แอนดี ร็อดดิก มาร่วมรายการ นักเทนนิสหนุ่มรัสเซีย มารัต ซาฟิน ผู้ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของโลกในขณะนั้นก็มาร่วมรายการเช่นกัน หลังจากที่ได้ชมรอบรองชนะเลิศในฝันของใครต่อใครหลายคน ทั้งคู่ของ เฟเดอเรอร์ กับ ภราดร และคู่ของ ร็อดดิก กับ ซาฟิน แมตช์ในรอบชิงชนะเลิศก็เป็นการพบกันระหว่างยอดมือวางอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดย เฟเดอเรอร์ นั้นก็เป็นฝ่ายที่เอาชนะได้สำเร็จ

ในปีถัดมา เราก็ได้เห็น เฟเดอเรอร์ กลับมาปกป้องแชมป์อีกครั้ง โดยมีนักกีฬาชื่อดังอย่าง เลย์ตัน ฮิววิตต์ นักเทนนิสชาวออสเตรเลีย และ ทอมมี ฮาส จากเยอรมนี แต่กลับกลายเป็นดาวรุ่งม้ามืดจากสก็อตต์แลนด์อย่าง แอนดี เมอร์เรย์ ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน ด้วยการฝ่าเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศ ในรายการเอทีพีเป็นครั้งแรกของเขาและทำให้ เฟเดอเรอร์ นั้นต้องสู้จนถึงที่สุดเลยทีเดียว
ปี 2549 การแข่งขันรายการนี้ก็ได้ต้อนรับนักเทนนิสชื่อดังมากมายยิ่งกว่าในปีใด ๆ นำทีมโดย อิวาน ลูบิชิช มือวางอันดับ 3 ของโลกในขณะนั้นและ เจมส์ เบลก มือวางอันดับ 9 พร้อมการกลับมาของ แอนดี เมอร์เรย์, ทิม เฮ็นแมน, ซาฟิน, เฟร์เรโร และ ภราดร ผลปรากฏว่า เจมส์ เบลก นั้นเป็นผู้คว้าถ้วยรางวัลพระราชทานถ้วยนี้ไปครองด้วยชัยชนะเหนือ ลูบิชิช อย่างท่วมท้น

ปี 2550 ดิมิทรี เทอร์ซินอฟ เอาชนะหนุ่มเยอรมัน เบ็นจามิน เบ็คเกอร์ ไปในนัดชิงประเภทเดี่ยว แต่สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยนั้น สีสันของงานคงหนีไม่พ้นชัยชนะอันไม่คาดฝันของคู่แฝดมหัศจรรย์ สนฉัตร และ สรรค์ชัย รติวัฒน์ ที่เก็บแชมป์เอทีพีรายการแรกของพวกเขาไปด้วยการเอาชนะ นิโกลาส์ มาอูต์ และ มิคาเอล โลดรา ต่อหน้าแฟน ๆ นับหมื่นในบ้านเกิดของตนเอง
ปี 2551 เราได้เห็นนักเทนนิสชาวฝรั่งเศสที่ฟอร์มร้อนแรงอย่าง โจ-วิลฟรีด ซองก้า ฟาดฟันเข้ามาคว้าชัยชนะรายการเอทีพี รายการแรกของเขาเองโดยเอาชนะมือหนึ่งของรายการ โนวัค ยอโควิช ไปในรอบชิงชนะเลิศ และในปี 2552 ซองก้า ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยนักแข่งเพื่อนร่วมชาติอย่าง จิลส์ ซิมงรวมไปถึง มารัต ซาฟิน และดาวรุ่งอย่าง จอห์น อิสเนอร์ และ เออร์เนสท์ กูลบิส และเป็น ซิมง ที่คว้าแชมป์รายการแรกของชีวิตให้ตนเองไปในขณะที่นักเทนนิสคู่หูอย่าง เอริค บูโทรัค และ ราจีฟ แรม คว้าชัยประเภทคู่ไปครอง
ในปี 2553 นี้ เราต่างก็ตั้งตารอการแข่งขัน เทนนิสอันแสนตื่นเต้นเร้าใจตลอดทั้ง 9 วัน ในรายการ พีทีที ไทยแลนด์ โอเพ่น

|